การวิเคราะห์เปรียบเทียบ "ฟัน" ที่ได้จากการขุดค้นในถ้ำเขตเทือกเขาทะลุ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ปีพ.ศ. 2520

Author:
Date:
1978
Publisher:
มหาวิทยาลัยศิลปากร
Abstract:
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาถึงคติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทย โดยใช้หลักฐานทางเอกสารและโบราณคดี เราได้พบว่ามีร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์จำนวนมาก ตั้งแต่สมัยก่อนไทยลงมาจนถึงปัจจุบัน แต่เดิมนั้นเราได้รับคติความเชื่อนี้มาจากชาวอินเดียโดยตรง ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา แนวความคิดเดิมได้แก่การเคารพนับถือพระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพแห่งอุปสรรค ขัดข้องทั้งมวล และเป็นเทพผู้บันดาลความสำเร็จในขณะเดียวกันด้วย ในช่วงแรกเราจะพบหลักฐานทางโบราณคดีทางภาคใต้ของประเทศไทยเป็นส่วนมาก ซึ่งนับได้ว่าเป็นดินแดนที่มีร่องรอยศาสนาพราหมณ์ที่น่าสนใจ และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย รูปแบบของพระพิฆเนศวร์ในยุคแรกยังมีลักษณะศิลปกรรมแบบอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะอินเดียภาคใต้ในสมัยราชวงศ์โจฬะ (ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16) ในช่วงต่อมาคติความเชื่อและรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ในประเทศไทยได้ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปมีการรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่นเข้ามาผสมผสาน ที่สำคัญคือ วัฒนธรรมเขมร ซึ่งปรากฏหลักฐานมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางบางส่วน คติที่เรารับมาจากเขมรคือแนวความคิดที่ว่าพระพิฆเนศวร์ทางเป็นเทพแห่งศิลปวิทยา รูปแบบของพระพิฆเนศวร์ในช่วงนี้ก็ได้รับอิทธิพลของเขมรโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 17 ส่วนทางภาคเหนือของไทยนั้นเป็นดินแดนที่รับอิทธิพลทางศาสนาพราหมณ์น้อยที่สุด และปรากฏขึ้นหลังสุด คือราวพุทธศตวรรษที่ 20 มีอิทธิพลทางคติความเชื่อและรูปแบบจากธิเบตและพม่า ซึ่งพระพิฆเนศวร์อยู่ในฐานะเทพชั้นรอง คือ ทวารบาล ในปัจจุบันเรารู้จักและนิยมนับถือพระพิฆเนศวร์ในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยากันอย่างกว้างขวาง แต่เปลี่ยนแปลงแนวความคิดไปจากเดิมที่ได้รับมาจากเขมรเล็กน้อย เป็นลักษณะของคติความเชื่อที่สืบทอดมาจากความเชื่อเดิมที่ว่า พระพิฆเนศวร์เป็นเทพแห่งอุปสรรคนั่นเอง ส่วนรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่มีอิทธิพลจากศิลปะชวา ซึ่งไทยเริ่มรับเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5
ข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาก็คือ คติความเชื่อเกี่ยวกับพระพิฆเนศวร์ที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้จะแตกสาขาออกไป โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ยึดถือคติที่ว่าพระคเณศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาเป็นหลักใหญ่ก็น่าจะมีแนวคิดหลักมาจากคติความเชื่อเดิมที่ว่า พระพิฆเนศวร์เป็นเทพแห่งอุปสรรคนั่นเอง และคติความเชื่อเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดรูปแบบของพระพิฆเนศวร์ที่พบในประเทศไทยอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน จากการศึกษายังทำให้เราได้ทราบว่า รูปเคาระพระพิฆเนศวร์ที่เก่าที่สุดที่พบในประเทศไทยซึ่งอาจเก่าที่สุดในเอเชียอาคเนย์ด้วยนั้น น่าจะได้แก่รูปพระพิฆเนศวร์จากเทวสถานสำหรับพระนคร (โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า) ซึ่งมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 This thesis is intended to study on “The Religious Belief and Iconography of Ganesa Found in Thailand” based on literary and archaeology evidence. A lot of evidence on Ganesa has been found since before the Thai period up to the present time. In the past we had accepted this religious belief directly form Indian merchants, around the 7th century A.D., by accepting Ganesa as Lord of Obstacles and Success. The evidence of Brahman religion in the Southern Thailand is very interesting and is the oldest ever found. Formerly, the iconography of Ganesa had the Indian artistic style, especially Southern India during the reign of Chola dynasty (around the 10th-11th century A.D.) Later, the belief in Ganesa and the iconographt of him in Thailand had been slightly changed by the influence of the cultural arts from other countries. The most influential one was the Khmer, which especially the Bayon artistic style around the 12th century A.D., were found in the North East, the East, and some parts of central Thailand. The belief passed from the Khmer was that Ganesa being respected as Lord of Arts.
The Northern part of Thailand had the least influence from the Brahman Religion. Until around the 15th century A.D. that they and received the influence of the Brahman religion from Tibet and Burma, who respected Ganesa as the lower God or as “Davalapala” (a door keeper). At present we respect and accept Ganesa as Lord of Arts, slightly different from the khmer’s and the former belief that Ganesa was the Lord of Obstacles. The iconography had changed to the Javanese artistic style.
In conclusion, from the study on this subject, the belief in Ganesa in Thailand, eventhough has split, especially in the status of Lord of Arts’ at present, are still connected with the old belief that Ganesa was the Lord of Obstacles. Obviously, the belief does not effect the iconography of Ganesa in Thailand, especially at the present time. From the study we also know that the earlist sculpture of Ganesa found in Thailand, which may be the earlist in South East Asia, would be the sculpture from Barhmanical shrine (Bangkok) No.1 which dated about 7th century A.D.
Type:
Discipline:
สาขาวิชาโบราณคดี
Collections:
Total Download:
180

