วัฒนธรรมเพลงเชียร์ กรณีศีกษา : เชิงชาติพันธุ์วรรณางานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

ชื่อเรื่องอื่น:
Cheer song culture : the ethngraphic study of CU-TU annual football match
ผู้แต่ง:
ที่ปรึกษา:
หัวเรื่อง:
วันที่:
2559
สำนักพิมพ์:
มหาวิทยาลัยศิลปากร
บทคัดย่อ:
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมการเชียร์กีฬาระหว่างสองมหาวิทยาลัย คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2) ศึกษาองค์ประกอบของเพลงเชียร์ ขั้นตอนการเชียร์และผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมการเชียร์กีฬา โดยใช้งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 70 เป็นกรณีศึกษา
การวิจัยเรื่อง วัฒนธรรมเพลงเชียร์ กรณีศึกษา : เชิงชาติพันธุ์วรรณางานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพทางด้านมานุษยดนตรีวิทยา (Ethnomusicology) โดยมุ่งศึกษาภาคสนาม (FieldWork) รวมทั้งศึกษาผ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้ง เอกสารงานวิจัย หนังสือ วารสาร สื่อออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการสัมภาษณ์ ทั้งชุมนุมเชียร์ ผู้นำเชียร์ แม่ทัพเชียร์ รวมถึงบุคคลฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ผลการวิจัย พบว่า
เพลงเชียร์ คือเพลงปลุกใจประเภทหนึ่งที่มักใช้ในการแข่งขันกีฬา ซึ่งสถาบันการศึกษาได้มีกระบวนการปลูกฝังเพลงเชียร์กับนักศึกษาใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ารับการศึกษา ผ่านกิจกรรมรับน้องและประชุมเชียร์ภายใต้ระบบ โซตัส สิ่งนี้ก่อเกิดเป็น กระบวนการขัดเกลาทางสังคม ที่นักศึกษาได้ซึมซับพฤติกรรมกระบวนการความคิด และการแสดงออกร่วมกัน
การร้องเพลงเชียร์ได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในการร่วมแสดงออกทางจุดยืนของนักศึกษาต่อสถาบันของตน โดนใช้เพลงเชียร์เป็นสื่อกลางในการแสดงออก ที่ต้องอยู่ร่วมกับบทบาทหน้าที่ต่างๆ ในการเชียร์ ถึงจะเกิดผลต่อการแสดงออกของนักศึกษาสูงสุด โดยสามารถแบ่งผลกระทบการร้องเพลงเชียรค์ต่อนักศึกษาได้ใน 2 ลักษณะ คือการร้องเพลงเชียร์แบบมีส่วนร่วมและ การร้องเพลงเชียร์แบบไม่มีส่วนร่วม ผลกระทบต่อการเชียร์นี้ได้เป็นภาพสะท้อนของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนถึงความเป็นมหาวิทยาลัยหัวก้าวหน้าเป็นผู้นำของยุคสมัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย คือ เรื่องของการเมืองเป็นสำคัญ
ทั้งนี้การศึกษาเพลงเชียร์ ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นภาพสะท้อนอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยได้ทั้งหมด ยังคงมีอีกหลายแง่มุมที่สามารถแสดงออกได้ และถ้ามองจากมุมมองจากคนใน ก็ยอมก็มีความแตกต่างจากมุมมองคนนอก The purposes of this research were 1) to study cheer song culture
between 2 universities, Chulalongkorn and Thammasat University 2) to study the
effects of cheer song on CU-TU annual football match.
This research was focused on Ethnomusicology. The researcher has
collected all information by study of research papers, books, journals and online
database, especially fieldwork.
The results of this research were as follow.
Cheerleading songs is soul-stirring song that is often used in sports. Most
Universities have cultivated cheer song culture freshmen through activities using SOTUS
Cheerleading songs were utilized for many activities in the university,
particularly on CU-TU annual football match. Students have been influenced by
cheerleading songs. The researcher has summarized in 2 cases, including singing
cheerleading songs with participation and singing cheerleading songs without.
participation. Moreover, cheerleading songs have affected the university culture
as follow: Chulalongkorn University is progressive and fashionable university and
Thammasat university is traditional and political university.
The study of cheer song culture has shown that the nature of university
cannot be characterized only by cheer song culture, depending on the perspective
of the individual.
ประเภทผลงาน:
ชื่อปริญญา:
ดุริยางคศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชา:
สาขาวิชาสังคีตวิจัยและพัฒนา
เจ้าของลิขสิทธิ์:
มหาวิทยาลัยศิลปากร
คอลเล็คชัน:
จำนวนดาวน์โหลด:
1564

