<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Educational Informatic Program</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/997</link>
<description>สาขาวิชาสนเทศศาสตร์เพื่อการศึกษา</description>
<pubDate>Mon, 15 Jun 2026 09:00:19 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-06-15T09:00:19Z</dc:date>
<item>
<title>ผลการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่องการใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ : กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30485</link>
<description>ผลการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่องการใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ : กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรียาภรณ์ สมบัติแสงอุไร; Preeyaporn Sombutseangurai
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้จากการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยได้พัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิดโดยใช้หลักการของ ADDIE พัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยโปรแกรม Adobe Premiere Pro และ Adobe After Effects และนำหลักการแหล่งทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resources: OER) มาปรับใช้ในการเผยแพร่ที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นสมาชิกของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 30 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบ และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลความพึงพอใจได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด ทำให้มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ที่นัยสำคัญที่จะดับ 0.05 และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อทรัพยากรการเรือนรู้แบบเปิดในภาพรรมอยู่ในกับดีมาก ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.41
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2017 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30485</guid>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30483</link>
<description>การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
นภาพร ทรงประสิทธิ์; Napaporn Songpasit
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ด้วยระบบการเรียนการสอนออบไลน์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบการเรียบการสอนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 1 ห้องเรียน จำนวน 50 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้หลักออกแบบและพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ตามแบบจำลองของ ADDIE Model 5 ขั้นตอน โดยใช้โปรแกรม Moodle lmx 3.1 ในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ โปรแกรม Apache Web Server สำหรับบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ โปรแกรมภาษาสำเร็จรูป PHP โปรแกรม MYSQL สำหรับจัดการฐานข้อมูลสำหรับจัดเก็บข้อมูล และโปรแกรมผลิตสื่อมัลดิมีเดียใช้ในการสร้างบทเรียน แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (%)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
จากผลการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการเรียนรู้สารสนเทศ ในการออกแบบและพัฒนาระบบ แบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการส่วนการจัดการการสมัครสมาชิก ส่วนการจัดการรายวิชาและกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ในทุกระดับ สามารถปรับแต่งหน้าจอ แก้ไข เพิ่มเติม ลบข้อมูลของผู้ใช้งานระบบ 2)ครูผู้สอน สามารถสร้างรายวิชาโดยบรรจุเนื้อหา สร้างแบบทดสอบ สื่อการสอน และจัดเก็บบันทึกข้อมูลการเรียนของผู้เรียนด้วยตนเอง เพื่อที่ผู้สอนจะสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนจากรายงานผลคะแนนของผู้เรียนในรายวิชานั้นได้ และ3) ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียน ทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ตรวจสอบผลคะแนนได้ด้วยตนเอง และนักเรียนสามารถเข้ามาศึกษาบทเรียน ทบทวนบทเรียนได้ตามความต้องการของนักเรียน&#13;
ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 84.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80.00&#13;
ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ พบว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (X = 4.64, S.D. = 0.58)
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2017 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30483</guid>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30480</link>
<description>การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
จันห์นิภา สุนทรบุญ; ่Janipa Suntonboon
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี3 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนกุศลวิทยา 1 ห้องเรียนจำนวน 30 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)&#13;
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ออนไลน์ เรื่องเอกภพ 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test Dependent)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
ผลการหาประสิทธิภาพของแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 80.67/80.17 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย แหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ( X=4.33, S.D.=0.42)
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2017 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30480</guid>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน : กรณีศึกษารายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการจดหมายเหตุและสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรม</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/29239</link>
<description>การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน : กรณีศึกษารายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการจดหมายเหตุและสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรม
ณัฏฐ์นรี กระกรกุล; Natnaree Krakornkul
การวิจัยครั้งนี้มิรัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการจดหมายเหตุและสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรม 2) เพื่อนำเสนอผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน 2) นักศึกษาระดับปริญญาตรี บัณฑิตศึกษา และประชาชนทั่วไป จำนวน 46 คน โดยวิธีการสุ่มแบบอาสาสมัคร (Volunteer) เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) รูปแบบการเรียนรู้ 4) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ 5) แบบประเมินคุณภาพบทเรียนออนไลน์ 6) แบบทบทดสอบ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียน สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และการทดสอบค่าที (t-test แบบ Dependent)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
1) รูปแบบการเรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน รายวิชาเทคในโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการจดหมายเหตุและสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรรม ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ระบบ MOOC (2) โครงสร้างรายวิชา (3) แผนการจัดการเรียนรู้ (4) สื่อและแหล่งเรียนรู้ (5) ผู้สอน (6) ผู้เรียน (7) วิธีการสอน (8) การสื่อสาร (9) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และขั้นตอนการเรียนรู้ 3 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วย 1) ขั้นก่อนการเรียนรู้ 2) ขั้นระหว่างการเรียนรู้ 3)ขั้นหลังการเรียนรู้ และ  10 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ 1) การปฐมนิเทศเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ผ่านระบบ Thai MOOC 2) แนะนำวิชาและบทเรียนออนไลน์ 3) แนะนำตัวก่อนเรียน 4) ประเมินผลก่อนเรียน 5) ขั้นนำ 6) ขั้นศึกษาบทเรียน 7) ขั้นประเมินผล 8) ประเมินผลหลังเรียน 9) ประเมินความรู้ความสามารถในการเรียนรู้ และ 10) ประเมินความคิดเห็น&#13;
2. ผลการใช้รูปแบบบการเรียนรู้ผ่านการขัดการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิดสำหรับมหาชน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการจัดการจดหมายเหตุและสารสนเทศมรดกทางวัฒนธรรม พบว่า ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความคิดเห็นต่อการเรียนฯ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.06
</description>
<pubDate>Mon, 01 Jan 2018 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/29239</guid>
<dc:date>2018-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
