<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Community Management</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/981</link>
<description>สาขาวิชาการจัดการชุมชน</description>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 11:05:38 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-05-20T11:05:38Z</dc:date>
<item>
<title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนวัดสาลวนารามและโรงเรียนบ้านบ่อระแหง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27275</link>
<description>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนวัดสาลวนารามและโรงเรียนบ้านบ่อระแหง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
ชลิดา จุลกิจวัฒน์
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับและลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ เพื่อน ครอบครัวและสื่อมวลชน&#13;
	ผลการศึกษาสรุปได้ว่า เพื่อน ครอบครัวและสื่อมวลชนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมีระดับความสำคัญอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาทีละปัจจัยพบว่า &#13;
1. เพื่อนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง เป็นรายข้อระดับมาก คือ การช่วยเพื่อน เมื่อเพื่อนมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับบุคคลอื่น           และระดับ&#13;
ปานกลางเรียงตามลำดับอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมจากมากไปน้อย  คือ  การพูดเท็จเพื่อช่วยเพื่อน การแต่งกายผิดระเบียบ  การมาโรงเรียนสายตามเพื่อน  การดูสื่อลามกตามคำชักชวนของเพื่อน เล่นการพนัน  การดื่มของมึนเมา การโดดเรียนตามเพื่อน  การสูบบุหรี่  และการไปลักทรัพย์ตามการชักชวนของเพื่อน     &#13;
2.   ครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับความมีอิทธิพลจากมากไปน้อย ดังนี้   การพูดเท็จเมื่อทำความผิดเพราะไม่ต้องการถูกลงโทษจากครอบครัว  การออกไปเที่ยวเตร่หลังเลิกเรียนกับเพื่อนเพราะไม่ต้องการอยู่บ้าน  การมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นครอบครัวจะเห็นว่าถูกเสมอ  การแสดงกิริยาก้าวร้าวและรุนแรงกับคนอื่น เพราะครอบครัวไม่เคยสอนหรือต่อว่า  การมาโรงเรียนสายเนื่องจากครอบครัวไม่มีใครใส่ใจ การเห็นคนในครอบครัวดื่มของมึนเมาจึงลองดื่มบ้าง  การที่เห็นคนในครอบครัวเล่นการพนันจึงเล่นการพนันบ้าง  การเห็นคนในครอบครัวดูสื่อลามกจึงไปหามาดูบ้าง  การต้องการเงินแล้วครอบครัวไม่ให้ จึงไปลักขโมยของคนอื่น  และการเห็นคนในครอบครัวสูบบุหรี่จึงสูบบ้าง &#13;
	3. สื่อมวลชนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับความมีอิทธิพลจากมากไปน้อย คือ ดูรายการที่ชอบจนกว่าจบไม่ว่าจะดึกแค่ไหนทำให้มาโรงเรียนสาย  การเห็นข่าวจากสื่อมวลชนเรื่องการก่อเหตุทะเลาะวิวาทจึงคิดว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและจะทำบ้าง  การทำความผิดจะพูดเท็จเพราะทำตามตัวละครที่ได้รับชม การเห็นฉากการเล่นการพนันผ่านทางสื่อมวลชนจึงไปหัดเล่นการพนันบ้าง   การแสดงกิริยาก้าวร้าวและรุนแรงกับคนอื่น การออกไปเที่ยวเตร่หลังจากเวลาเลิกเรียนเพราะทำตามตัวละคร การเห็นคนสูบบุหรี่ดื่มของมึนเมาผ่านทางสื่อมวลชนจึงทำบ้าง   การเห็นการนำเสนอผ่านทางสื่อมวลชนเรื่องการลักทรัพย์จึงทำบ้าง และจากสื่อลามกจึงทำตามบ้าง
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2006 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27275</guid>
<dc:date>2006-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ทุนทางสังคมในชุมชนเสมือนจริง : กรณีศึกษา http://gotoknow.org</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27274</link>
<description>ทุนทางสังคมในชุมชนเสมือนจริง : กรณีศึกษา http://gotoknow.org
อรรถพล วชิรสิโรดม
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทุนทางสังคมในชุมชนเสมือนจริง จากเว็บไซต์  http://gotoknow.org   โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม -23 กันยายน พ.ศ. 2549    ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา    ผลการศึกษาพบว่า &#13;
ลักษณะทุนทางสังคมในชุมชนเสมือนจริง  มีอยู่ 5 ลักษณะ คือ&#13;
 1) การมีส่วนร่วมในเครือข่าย คือการเข้ามาแสดงตัวตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพราะผู้เข้าใช้บริการมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน&#13;
 2) การต่างตอบแทน คือการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นลักษณะเด่นที่พบได้จากการต่างตอบแทนคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการให้กำลังใจ&#13;
 3) ความไว้วางใจกัน  ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความไว้วางใจกันยังพบไม่มาก เพราะปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากการเข้าใช้บริการทำให้ความไว้วางใจในบุคคลที่เข้าใช้บริการลดน้อยลง&#13;
4) บรรทัดฐานทางสังคม  ผู้เข้าใช้บริการจะต้องยอมรับและปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ ระเบียบของกลุ่มซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามแล้วกลุ่มหรือเครือข่ายก็มีสิทธิพิจารณาให้ออกจากลุ่มได้&#13;
5) สิ่งที่เป็นสาธารณะเป็นเจ้าของร่วมกัน  เมื่อผู้เข้าใช้บริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายแล้วจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเสนอแนะความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเว็บไซต์ในอนาคต&#13;
ซึ่งลักษณะทุนทางสังคมในชุมชนเสมือนจริงที่พบมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในเครือข่าย และทุนทางสังคมสามารถเกิดขึ้นได้ในชุมชนเสมือนจริง ซึ่งลักษณะที่ปรากฏนั้นจะมากน้อยต่างกัน แต่สามารถพัฒนาได้โดยอาศัยเงื่อนไขของเวลา   นอกจากนี้ยังพบว่าในวันหยุดและวันธรรมดานั้นมีจำนวนผู้เข้าใช้บริการไม่ต่างกันมากนักจึงสามารถให้ความสำคัญกับทุกวันในรอบสัปดาห์  โดยช่วงเวลาที่มีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด คือ ช่วงเวลาระหว่าง  21.01 – 00.00 น. , 09.01 – 12.00 น. และ15.01 – 18.00 น. ตามลำดับ
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2006 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27274</guid>
<dc:date>2006-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>วัฒนธรรมการบริโภคของแรงงานก่อสร้าง</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27273</link>
<description>วัฒนธรรมการบริโภคของแรงงานก่อสร้าง
ธวัชชัย กมลกิจไพบูลย์
การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการบริโภคของแรงงานก่อสร้างมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงวัฒนธรรมการบริโภคของแรงงานก่อสร้าง ว่ามีแบบแผนหรือรูปแบบเป็นอย่างไร โดยศึกษาถึงบริบทการบริโภคของแรงงานก่อสร้างกับการสร้างความหมาย หรือการสร้างชุดของสัญญะให้กับสินค้าที่ส่งผลถึงการทำให้เกิดการสร้างระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่นำไปสู่การเป็นแบบแผน และกลายเป็นระเบียบทางสังคม จนกลายเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของแรงงานก่อสร้าง&#13;
โดยการศึกษาในครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลทางเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาเป็นกรอบแนวคิดและประเด็นในการวิจัย จากนั้นได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม นำข้อมูลมาวิเคราะห์ และเขียนสรุปในแต่ละประเด็นตามวัตถุประสงค์ &#13;
ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ การเข้ามาเป็นแรงงานก่อสร้างนั้นเป็นกระบวนการต่อสู้ของการหนีจากความเป็นชายขอบของสังคมเพื่อที่จะหาหนทางในการดำรงชีวิตท่ามกลางกระแสของการบริโภคนิยมที่รุนแรงอยู่ทุกขณะ โดยแรงงานก่อสร้างคือบุคคลที่ย้ายถิ่นฐานมาจากสภาวะความล้มเหลวจากงานในภาคการเกษตร ปัญหาหนี้สิน ปัญหาการว่างงานในชนบท และการถูกจำกัดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งแรงงานเหล่านี้ประกอบไปด้วยคนจำนวนมากที่เข้ามาสู่กระบวนการถูกทำให้เป็นสินค้า ซึ่งสินค้าในที่นี้คือแรงงานที่ตนมีอยู่ อย่างไรก็ตามการเข้าสู่อุตสาหกรรมก่อสร้างนั้น ก็ไม่สามารถที่จะเป็นหลักประกันถึงความมั่นคงในชีวิตของแรงงานก่อสร้างได้เช่นกันว่าแรงงานก่อสร้างจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมีเพียงแต่สัญลักษณ์ของความสำเร็จจากการได้ครอบครองเป็นเจ้าของสินค้าและบริการที่มากขึ้นที่ทำให้คนทั่วไปตัวสินใจเข้าสู่อุตสาหกรรมการก่อสร้าง  &#13;
การปรับตัวของคนจากชนบทที่เข้ามาประกอบอาชีพเป็นแรงงานก่อสร้างได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นแรงงานในภาคการเกษตร แต่เมื่อต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมือง วิถีชีวิตหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป การดำเนินชีวิตมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนทำให้การมีกิจกรรมร่วมกันอยู่ในวงจำกัด วัฒนธรรมที่เคยปฏิบัติร่วมกันในชุมชนต้องงดเว้น หรือล้มเลิกไปโดย เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลาและรายได้จากการทำงาน เว้นแต่ในรายที่มาเป็นแรงงานก่อสร้างกันทั้งครอบครัวนั้นการปฏิสัมพันธ์มิได้น้อยลง เพียงแต่จะถูกจำกัดมากขึ้นจากระยะเวลาของการทำงาน  ในขณะเดียวกันสินค้าสมัยใหม่ที่มีขายอยู่ทั่วไป สิ่งของเหล่านี้ได้กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยแรงงานก่อสร้างมักจะเลือกซื้อบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก เพราะว่ามีราคาถูกเหมาะสมกับระดับรายได้ที่ต้องแบ่งไปใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ เช่นการส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัด สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก นั้นพบว่าแรงงานก่อสร้างส่วนใหญ่จะครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น พัดลม หม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน สิ่งของต่าง ๆ ที่กล่าวในข้างต้นนั้นถือว่าเป็นการประยุกต์ให้เข้ากับสภาพการดำรงชีวิตของแรงงานก่อสร้างเอง&#13;
การเข้ามาสู่การเป็นแรงงานก่อสร้างนั้นทำให้เกิดเป็นการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นระหว่างแรงงานก่อสร้างกับคนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน ผู้คุมงาน และนายจ้าง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้แบบแผนการบริโภคไม่ได้เกิดในบริบทเดียวกันอย่างเช่นในอดีต แต่ปัจจุบันสินค้าเหล่านี้ได้กลายมาเป็นตัวกลางในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ โดยมีการบริโภคสินค้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในส่วนแบบแผนการบริโภคของแรงงานก่อสร้างนั้น การบริโภคสินค้าชนิดต่าง ๆ นั้นถูกให้ความหมายและให้ประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างกันไป ดังนั้นการสร้างชุดความหมายโดยใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาไว้ด้วยกัน เกิดขึ้นได้จากการสร้างสิ่งของต่าง ๆ ให้เข้ามาเป็นสิ่งจำเป็นโดยการให้ความหมายผ่านประสบการณ์การรับรู้ของแต่ละบุคคล แรงงานก่อสร้างนั้นก็เป็นเหมือนคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมที่มีความต้องการสิ่งของเครื่องใช้และมีความสามารถในการบริโภคตามแบบแผนชีวิตสมัยใหม่ที่ทันสมัย แต่การบริโภคและการได้มาซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เต็มไปด้วยข้อจำกัดทางด้านรายได้ เข้าครอบงำและกดทับ กลายเป็นวาทกรรมที่ส่งผลให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับฐานะและความเป็นอยู่ดังกล่าว ขณะเดียวกันระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของแรงงานก่อสร้างเองทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคมทุนนิยม ที่ตอกย้ำให้แรงงานก่อสร้างเองต้องตกอยู่ในวังวนของการบริโภคอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในด้านหนึ่งจึงทำให้แรงงานก่อสร้างจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธระบบความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรักษาระบบความสัมพันธ์เดิมโดนการที่แรงงานก่อสร้างต้องปฏิเสธแบบแผนในการดำรงชีวิตบางอย่างที่ขัดกันกับความต้องการส่วนตัว  แต่ในอีกด้านความต้องการที่จะมีวิถีชีวิตที่สะดวกสบายนั้นก็เป็นที่ต้องการอยู่ไม่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการปรับตัวให้เข้ากับแบบแผนวัฒนธรรมการบริโภคที่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันยังคงไม่ละทิ้งรูปแบบวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยมเดิม เป็นการผสมผสานกันโดยผ่านการเลือกสรรแล้ว
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2006 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27273</guid>
<dc:date>2006-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>บทบาทพระสงฆ์ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27272</link>
<description>บทบาทพระสงฆ์ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น
ปริศนา พลโยราช
การศึกษาเรื่อง “บทบาทพระสงฆ์ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทแรงจูงใจ  ความรู้ ความคาดหวังของพระสงฆ์ต่อการทำงานวิจัยท้องถิ่น   ศึกษากระบวนการและเทคนิคในการทำงานวิจัยท้องถิ่นของพระสงฆ์ ศึกษาทัศนคติของพระสงฆ์ นักวิชาการ ชาวบ้านต่อการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของพระสงฆ์ และเพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และข้อเสนอแนะของพระสงฆ์ต่อการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ศึกษาใช้รูปแบบการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การสัมภาษณ์เชิงลึก  จากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ พระสงฆ์ที่ทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น นักวิชาการที่ร่วมทำงานวิจัยกับพระสงฆ์ และชาวบ้านในพื้นที่ที่พระสงฆ์ทำงานวิจัย  แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แยกเป็นประเด็นต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ในการศึกษา และนำเสนอโดยการบรรยาย&#13;
	ผลการศึกษาพบว่า&#13;
พระสงฆ์ส่วนใหญ่ทำงานวิจัยใน  2  ลักษณะ  คือ   1) งานวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง   2) งานวิจัยที่เป็นการทบทวนบทบาทของพระสงฆ์จากโครงการต่างๆ ที่พระสงฆ์จัดทำขึ้น &#13;
	1.  บทบาทพระสงฆ์ในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น มี 4 ด้าน ดังนี้&#13;
		1.1 บทบาทด้านการเป็นพี่เลี้ยงหนุนกระบวนการงานวิจัยของชาวบ้าน เพื่อทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง โดยการเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านกระบวนการ การให้ความรู้ คำปรึกษาเกี่ยวกับงานวิจัย และกระตุ้นให้ชาวบ้านกระตือรือร้นริเริ่มทำงานวิจัย   &#13;
		1.2 บทบาทด้านการเป็นผู้ประสานในการทำงานวิจัยให้ชาวบ้าน  พระสงฆ์จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้ชาวบ้านในการติดต่อประสานงานขอความร่วมมือ และของบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน&#13;
		1.3  บทบาทด้านการเป็นผู้ทำงานวิจัยเอง  โดยเป็นงานวิจัยที่พระสงฆ์ริเริ่มเอง ทำให้พระสงฆ์มีอิสระในการทำงานมาก บางงานวิจัยพระสงฆ์จะนำชาวบ้านมามีส่วนร่วมในงานวิจัยด้วยและชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ผู้ที่มาร่วมทำงานวิจัยจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู แกนนำชาวบ้าน เป็นต้น&#13;
		1.4 บทบาทด้านการสงเคราะห์ชาวบ้าน  เกิดขึ้นเนื่องจากขณะที่พระสงฆ์ลงไปศึกษาข้อมูลในชุมชนทำให้ทราบความทุกข์และปัญหาของชาวบ้าน จึงต้องการช่วยชาวบ้านให้พ้นทุกข์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่างๆ ของชาวบ้าน ให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้าน ช่วยอนุเคราะห์สงเคราะห์อาหารให้แก่ชาวบ้าน เป็นต้น &#13;
	โดยพระสงฆ์ที่ทำงานวิจัยส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป เข้ามาทำงานท้องถิ่นเพราะต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ช่วยชาวบ้านให้พ้นทุกข์ ซึ่งมี “ครูบาศรีวิชัย” เป็นบุคคลต้นแบบในการทำงานเพื่อท้องถิ่น  อีกทั้งยังคาดหวังว่าการทำงานวิจัยจะทำให้ได้ทิศทางการทำงานที่เหมาะสม องค์ความรู้ใหม่เพื่อนำไปสู่ความรู้ชุดอื่น และเป็นการตรวจสอบองค์ความรู้เดิม&#13;
2.  กระบวนการที่พระสงฆ์ใช้ในการทำงานวิจัย   มี 3 รูปแบบ ดังนี้&#13;
2.1 แบบวิทยาศาสตร์  เป็นกระบวนการที่นักวิจัยใช้โดยทั่วไป ตั้งแต่การสังเกตสถานการณ์ ระบุปัญหา วางแผน ติดต่อประสานงาน เก็บรวบรวมข้อมูล  สรุปผล / ถอดบทเรียน&#13;
		2.2  แบบพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4) เป็นการวิเคราะห์ชุมชน โดยใช้หลักอริยสัจ 4 เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ชุมชน ได้แก่ ทุกข์ (สถานการณ์ปัญหาเป็นอย่างไร) สมุทัย (สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์) นิโรธ (การดับทุกข์โดยการเล็งเป้าหมาย) มรรค (มีหนทางหรือวิธีการว่าจะดับทุกข์อย่างไรได้บ้าง) &#13;
		2.3 แบบวิทยาศาสตร์ควบคู่กับแบบพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4) เป็นรูปแบบที่ผสมผสานทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน เมื่อวิเคราะห์จะสังเกตเห็นว่าทั้ง 2 แบบมีกระบวนการคล้ายคลึงกัน เช่น การนำมาซึ่งทุกข์หรือปัญหา  ตามแบบพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4) ก็คือ การสังเกตสถานการณ์ภายในชุมชนตามแบบวิทยาศาสตร์ และการวางแผน เก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อสรุปหาวิธีแก้ไขตามแบบวิทยาศาสตร์ ก็คือ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามแบบพระพุทธศาสนา (อริยสัจ 4) นั่นเอง&#13;
	3.  เทคนิคที่พระสงฆ์ใช้ในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  มีดังนี้&#13;
		3.1 การรู้จักนำทุนทางพระพุทธศาสนามาใช้ให้เป็นประโยชน์    เพราะพื้นฐานชาวบ้านมีความเคารพศรัทธาและนับถือพระอยู่แล้ว จึงทำให้ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน แต่เทคนิคนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของพระสงฆ์เป็นหลักด้วย หากพระสงฆ์มีท่าทีไม่เหมาะสมอาจจะไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านได้&#13;
		3.2  การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้าน เช่น การพูดคุยสอบถามชีวิตความเป็นอยู่ &#13;
		3.3  การปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับเรื่อง  และบริบทที่วิจัย   เพราะพื้นที่ต่างกัน บริบทของปัญหาก็ย่อมแตกต่างกันด้วย&#13;
		3.4  ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธี เพื่อสร้างศรัทธาและการยอมรับของประชาชน&#13;
4.  พระสงฆ์ นักวิชาการ และชาวบ้านเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนบทบาทของพระสงฆ์ในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป อีกทั้งคิดว่าเป็นกิจของสงฆ์ที่ควรทำ แต่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนด้านงบประมาณ สื่อ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้พระสงฆ์มีทักษะการวิจัยและเห็นการวิจัยเป็นโอกาสในการเข้าถึงชาวบ้านมากขึ้น &#13;
5.  ปัญหา  อุปสรรค ในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นของพระสงฆ์  ได้แก่  ขาดงบประมาณ  การเดินทางไม่สะดวก ชาวบ้านไม่เข้าใจการทำงานของพระสงฆ์ ความไม่หลากหลายของเรื่องที่พระสงฆ์วิจัย เก็บข้อมูลเชิงลึกไม่ได้ เป็นต้น จากปัญหาต่างๆ เหล่านี้พระสงฆ์มีข้อเสนอแนะในการทำงานวิจัยโดยต้องการให้พระนักวิจัยมีความเป็นกลาง เข้าใจจุดยืนตนเอง ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนด้านงบประมาณ สื่อ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2006 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/27272</guid>
<dc:date>2006-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
