<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Archaeology</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/510</link>
<description>ภาควิชา/สาขาวิชาโบราณคดี</description>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 12:47:01 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-06-17T12:47:01Z</dc:date>
<item>
<title>รายงานการวิจัย พัฒนาการของชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ในเขตพื้นที่ลอนลูกคลื่นด้านทิศตะวันออกของจังหวัดนครสวรรค์</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30838</link>
<description>รายงานการวิจัย พัฒนาการของชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น ในเขตพื้นที่ลอนลูกคลื่นด้านทิศตะวันออกของจังหวัดนครสวรรค์
นฤพล หวังธงชัยเจริญ
โครงการนี้เป็นการศึกษาวิจัยทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์และยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น บริเวณพื้นที่ลอนลูกคลื่นด้านทิศตะวันออกของจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่สำคัญเพราะเป็นเขตเชื่อมต่อ ระหว่างชุมชนสมัยโบราณในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก และเขตที่ราบสูงโคราช และใกล้ กับแหล่งทรัพยากรทั้งหินปูนบริเวณขอบแอ่งนครสวรรค์ด้านทิศตะวันออกและทองแดงบริเวณเขาวงพระจันทร์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี การทบทวนผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่าเริ่มมีชุมชนเกษตรกรรมเข้ามาตั้งถิ่น ฐานในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว และมีการกระจายตัวของชุมชนหนาแน่นขึ้นเมื่อ ประมาณ 3,000-1,500 ปีมาแล้ว ในสมัยโลหะ ทั้งนี้ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิตสำริดและเหล็ก และการแลกเปลี่ยนการค้าทางไกล โดยเฉพาะอินเดียและจีน ส่งผลให้ชุมชนพัฒนาการขึ้นเป็นเมืองโบราณ ขึ้นมาในยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 เช่นเมืองจันเสนและไพศาลี &#13;
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวน ทำความเข้าใจ และสร้างความรู้ใหม่ ที่เกี่ยวข้องทั้งค่าอายุ สมัย ลำดับพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม การกระจายตัวและปัจจัยการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ด้วยการ สำรวจและการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ศึกษาเพิ่มเติม การประยุกต์ใช้สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในงานโบราณคดี ผลผลิตหรือผลวิจัยที่ได้จะถูกนำไปใช้ต่อยอดในการศึกษาทาง วิชาการด้านยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย และประโยชน์ด้านการจัดการความรู้และการจัดการมรดกทาง วัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่ศึกษาได้อย่างยั่งยืนต่อไป; This research project studies the prehistoric and early historic period of the eastern undulating plain of Nakhon Sawan Province, which is very important because it is the connecting area between the other ancient settlements located on the Chao Phraya River Basin, the Lopburi-Pasak River Valley and the Khorat Plateau. Including the fertility of natural resources nearby, such as limestone from the hills along the eastern edge of Nakhon Sawan Basin and copper from the Khao Wong Prachan Intermountain Valley, Khok Samrong District, Lopburi Province. Based on previous archaeological studies, there have been initial agricultural communities in this undulating area since the prehistoric period, about 4,000 BP, and more dense settlements in the metal age, around 3,000-1,500 BP. Later, in 1,000 BP, these prehistoric settlements grew into the early historic ancient towns such as Chansen and Phaisali, caused by the development of bronze and iron technology and long-distance trade, particularly with India and China. &#13;
This project aims to revise, understand, and create more new data and information related to the new chronology, social and cultural development, distribution pattern and settlement resources. Investigation with more archaeological fieldwork in this area, either site survey or excavation, including geographic information systems and science applied in archaeology. These research outputs will contribute to academic research on prehistoric central Thailand and other related fields and benefit local communities in the sustainable management of knowledge and cultural heritages.
</description>
<pubDate>Mon, 01 Jan 2024 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30838</guid>
<dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614</link>
<description>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง
วราเชฏฐ์ แซ่ตั้ง
การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลโบราณสถาน และอธิบายบทบาทและความสัมพันธ์ภายในโครงข่ายระหว่างเมืองโบราณคูบัว เมืองนครปฐมโบราณ และเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านคุณลักษณะโบราณสถาน เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทางโบราณคดีถึง ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ให้มีความชัดเจนมากขึ้น&#13;
จากการศึกษาพบว่า โบราณสถานกระจายตัวอยู่นอกเมืองและมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ภายในเมืองปรากฏโบราณสถานขนาดใหญ่และมักปรากฏเดี่ยว ๆ บริเวณนอกเมือง โดยการวางตัวโบราณสถานพบว่าลักษณะส่วนใหญ่เอียงไปทิศทางเดียวกันกับการวางตัวของเมือง แต่ก็พบบางแห่งที่แตกต่างออกไปตามลักษณะภูมิประเทศ แสดงถึงลักษณะเฉพาะในพื้นที่นั้น ส่วนวัสดุก่อสร้างพบว่าส่วนใหญ่ใช้อิฐ ควบคู่กับศิลาแลงและหินปูน อีกทั้งพบลักษณะรูปแบบแผนผังทั้งหมด 15 รูปแบบ พบการสร้างโบราณสถานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แล้วในรูปแบบเรียบง่าย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 พบลักษณะตรีรถะหรือยกเก็จ 3 เก็จ เป็นลักษณะเฉพาะที่พบจำนวนมากที่สุด แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้พบลักษณะแผนผังดังกล่าวเพิ่มเติมภายในเมืองโบราณอื่น ๆ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอื่น ๆ อีกด้วย&#13;
อาจสรุปได้ว่า การศึกษานี้สะท้อนความสำคัญทางบทบาทและความสัมพันธ์เมืองโบราณสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง ว่าเป็นกลุ่มสังคมที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อชุมชนและเมืองโดยรอบ ถือเป็นแกนกลางทางวัฒนธรรมทวารดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 ที่ปรากฏลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตามปรากฏหลักฐานที่แสดงถึงความเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่มากขึ้น จากรายละเอียดคุณลักษณะโบราณสถานดังปรากฏในการศึกษานี้
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2022 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614</guid>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การศึกษาเศษภาชนะดินเผาด้วยวิธี Macroscopic Analysis จากการขุดค้นพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ ปีพ.ศ. 2561 และปีพ.ศ. 2565</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30613</link>
<description>การศึกษาเศษภาชนะดินเผาด้วยวิธี Macroscopic Analysis จากการขุดค้นพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ ปีพ.ศ. 2561 และปีพ.ศ. 2565
ฐิตาภา ชุ่มจิตย์
เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและเทคโนโลยีการผลิตภาชนะดินเผาจากพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยคัดเลือกตัวอย่างเศษภาชนะดินเผาจำนวน 1,874 ตัวอย่าง และภาชนะดินเผาเกือบเต็มใบจำนวน 6 ใบ จากการขุดค้นทางโบราณคดีปี พ.ศ. 2561 และ 2565 มาศึกษาลักษณะทางกายภาพของเศษภาชนะดินเผาด้วยตาเปล่า และศึกษาเนื้อดินด้วยวิธี Macroscopic Analysis โดยใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำส่องดูแกนกลางภาชนะดินเผาที่แตก หรือตัดใหม่ทุกชิ้น&#13;
ผลการศึกษาด้านเทคโนโลยีสามารถแบ่งเนื้อดินได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่พบอินทรียวัตถุ, กลุ่มที่พบมาร์ล และกลุ่มที่พบเฉพาะกรวดหรือแร่ โดยทั้ง 3 กลุ่มพบทั้งชิ้นที่มีการคัดขนาดแร่ก่อนผสมดิน ไปจนถึงไม่มีการคัดขนาดแร่เลย ในขั้นตอนการขึ้นรูปนั้น พบว่ามีทั้งการขึ้นรูปด้วยนิ้วมือและแป้นหมุน ในส่วนของรูปทรงที่สามารถจัดจำแนกได้ พบจำนวน 7 รูปทรง ได้แก่ ภาชนะทรงชาม, ภาชนะทรงหม้อ, ภาชนะคอสูง, ภาชนะทรงพาน, ภาชนะมีเชิงก้นสอบ, ภาชนะมีสัน และภาชนะมีพวยหรือกุณฑี ในขั้นตอนการตกแต่งผิวภาชนะ พบการตกแต่งทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ การตกแต่งด้วยลายทาบ ได้แก่ ลายเชือกทาบและลายจักสาน, ลายขูดขีด ได้แก่ ลายขูดขีดเป็นเส้นตรงและเส้นโค้ง, การเติมดิน, ลายกด ได้แก่ ลายกดรูปวงกลมหรือวงรีและลายกดเฉียง, การทาน้ำดิน และการรมควัน โดยรูปทรงและการตกแต่งที่พบนั้นมิได้มีผลต่อการเลือกใช้ดินเป็นพิเศษ ส่วนวิธีการเผาภาชนะสันนิษฐานว่าเป็นการเผาแบบกลางแจ้ง โดยภาชนะดินเผาที่พบอาจมีทั้งกลุ่มที่ผลิตขึ้นใช้เองในพื้นที่เมืองศรีเทพ และอาจมีการผลิตจากพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนการผลิตเหล่านี้เป็นรูปแบบที่สามารถพบได้ทั่วไปในการผลิตภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2022 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30613</guid>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>การสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษากลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30612</link>
<description>การสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษากลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น
ศุภิสรา สุติ
กลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย เป็นกลุ่มโบราณสถานที่มีสถาปัตยกรรมแบบขอม มีลักษณะแผนผังอย่างเดียวกันกับโบราณสถานที่พบหลักฐานแสดงอโรคยศาล โดยเป็นกลุ่มโบราณสถานจ้านวน 1 ใน 2 แห่งที่ปรากฏร่องรอยอโรคยศาลในจังหวัดขอนแก่น สร้างขึ นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมรโบราณเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1720 -1780) กลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย นับเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมที่ส้าคัญของจังหวัดขอนแก่นและชุมชนบ้านนาค้าน้อย โดยมีการร่วมมือกันในการอนุรักษ์และทะนุบ้ารุงทั งจากประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีรูปแบบการสื่อความหมายที่หลากหลาย อาทิเช่น ป้าย สื่อความหมายกลุ่มโบราณสถาน การจัดห้องนิทรรศการ สื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หนังสือน้าชม เป็นต้น&#13;
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการสื่อความหมายที่หลากหลายนั นมีทั งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งอาจท้าให้เกิดช่องโหว่ ที่ท้าให้ขาดมิติทางการเรียนรู้ โดยสื่อที่ใช้ในการสื่อความหมาย หากน้ามาใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสมก็จะช่วยให้การสื่อความหมายสามารถเข้าถึงสาธารณชนได้มากยิ่งขึ น ดังนั น ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาสื่อที่ใช้ในการสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรมจากกลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นทั งโบราณสถานและสถานที่ประกอบพิธีกรรมความเชื่อประจ้าชุมชน มีความส้าคัญในการเป็นสถานที่ซึ่งบอกเล่าประวัติความเป็นมาและด้ารงไว้เพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั งเดิมไม่ให้สูญหาย นอกจากนี ยังเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้เข้าไปในชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนในระยะยาวและยั่งยืน รวมทั งสามารถน้าข้อมูลไปปรับปรุงและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณคดีอื่นๆต่อไป
</description>
<pubDate>Sat, 01 Jan 2022 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30612</guid>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
