<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>Department of Pharmaceutical Care</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/28660</link>
<description>สาขาบริบาลทางเภสัชกรรม</description>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 22:45:27 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-08-11T22:45:27Z</dc:date>
<item>
<title>ประสิทธิผลของตำรับสมุนไพรแผนไทย สำหรับการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ณ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30072</link>
<description>ประสิทธิผลของตำรับสมุนไพรแผนไทย สำหรับการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ณ โรงพยาบาลอภัยภูเบศร
มนัส พงศ์ชัยเดชา
โรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เกิดการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็ว การรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน สเตียรอยด์ถูกนำมาใช้รักษาอาการของโรค และต้องใช้ยารักษาเป็นเวลานาน อาจส่งผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อระบบต่างๆ ในร่างกายขึ้นอยู่กับปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาสเตียรอยด์&#13;
วิธีดำเนินการวิจัย ตำรับสมุนไพรที่ใช้รักษาจ่ายโดยแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลอภัยภูเบศร เป็นการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง เพื่อดูผลการรักษา จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ศึกษา 297 ราย หายขาด 6.40% ได้ผลอย่างชัดเจน 21.21% ได้ผล 18.86 % ไม่ได้ผล 53.54 %  อาการไม่พึงประสงค์ ประเมินจากผู้ป่วย 35 ราย ท้องอึด ท้องเสีย อาเจียน คลื่อนไส้ เบื่ออาหาร ผื่นคัน ปวดข้อและเป็นตะคริว มีอาการบวม ปากแห้ง ปัญหาทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมามาก ระยะเวลาการรักษา หายขาด (289 วัน) ได้ผลอย่างชัดเจน (228 วัน) ได้ผล (198 วัน) ไม่ได้ผล (120 วัน) จุดเด่นของงานวิจัย การใช้ยาตำรับสมุนไพร ปลอดภัยมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้สเตียรอยด์ รักษาโดยยาสมุนไพรได้ผล 40-50 % การใช้ยาตำรับสมุนไพรเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแทนการใช้สเตียรอยด์ที่มีผลข้างเคียงรุนแรง
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30072</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>Vancomycin-resistant Enterococcal infection in a Thai university hospital : clinical characteristics, treatment outcomes and synergistic effect</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30071</link>
<description>Vancomycin-resistant Enterococcal infection in a Thai university hospital : clinical characteristics, treatment outcomes and synergistic effect
วิชัย สันติมาลีวรกุล
ในประเทศไทยการติดเชื้อ Enterococci ที่ดื้อยา vancomysin (Vancomysin-Resistant Enterococci; VRE) มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น และสัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตที่สูงขึ้น รวมทั้งยาต้านจุลชีพสำหรับการรักษามีจำกัด เชื้อ Enterococci ที่ดื้อยา vancomysin (Vancomysin-Resistant Enterococci; VRE) เป็นสาเหตุของเชื้อก่อโรคในโรงพยาบาลทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ รายงานอัตราดื้อยา vancomysin ของเชื้อ Enterococciที่เพิ่มขึ้นทุกปี แผนยุทธศาสตร์การจัดการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 กำหนดให้เชื้อ VRE เป็นเชื้อดื้อยาหลักที่ต้องเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการกระจายของเชื้อ ศูนย์ควบคุมและป้องกันเชื้อโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดให้ VRE เป็นเชื้อที่เป็นภัยคุกคามที่รุนแรง ควรป้องกันการแพร่กระจายและติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับประเทศไทยยาที่มีฤทธิ์ต่อเชื้อ VRE มีจำกัด การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับผลความไวของเชื้อ VRE ต่อยาต้านจุลชีพและข้อมูลด้านผลลัพธ์ทางการรักษายังมีจำกัด&#13;
วิธีการดำเนินการวิจัย ฤทธิ์ทางหลอดทดลองของยาต้านจุลชีพชนิดเดี่ยวและชนิดร่วมต่อเชื้อ VRE กลุ่มของเชื้อด้านความสัมพันธ์ระดับโมเลกุล ผลลัพธ์ทางการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ VRE&#13;
จุดเด่นของงานวิจัย จากผลความไวของเชื้อ VRE ต่อยาต้านจุลชีพ เช่น linezolid และ tigecycline รวมถึงคู่ยาที่มีฤทธิ์เสริมกันเพื่อฆ่าเชื้อ สามารถเป็นทางเลือกรักษาที่ดี เนื่องจากหากผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ครอบคลุมจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลได้
</description>
<pubDate>Fri, 01 Jan 2021 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30071</guid>
<dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>อัตราการเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงจากยาต้านวัณโรคทางเลือกแรก ฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/29895</link>
<description>อัตราการเกิดปฏิกิริยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงจากยาต้านวัณโรคทางเลือกแรก ฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
นัทที พรประภา; Nattee Phornprapa
ปฏิกิริยาทางผิวหนังชนิดรุนแรง (Severe cutaneous adverse reactions; SCARs) เป็นปฏิกิริยาที่สามารถส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บ การนอนโรงพยาบาล และการเสียชีวิต การเกิด SCARs ในผู้ป่วยวัณโรคมีผลให้ผู้ป่วยต้องหยุดยา และส่งผลสืบเนื่องทำให้การรักษาล้มเหลว มีการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น และเพิ่มโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยาได้  งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการเกิด SCARsจากยาต้านวัณโรคทางเลือกแรกในประเทศไทยวิธีการศึกษาเป็นการทบทวนย้อนหลังข้อมูลปฏิกิริยาข้างเคียงจากยาต้านวัณโรคที่เกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 ถึง 31 ธันวาคม 2559  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้รับจากศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มศึกษาคือรายงานอาการ    ไม่พึงประสงค์ของผู้ที่ใช้ยาต้านวัณโรคทางเลือกแรก ได้แก่ Isoniazid (INH), Rifampin (RMP), Ethambutol (EMB), Pyrazinamide (PZA), Streptomycin (Sm) และต้องเป็นรายงานที่ถูกประเมินว่าเกิด SCARs อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ Stevens-Johnson syndrome (SJS), Toxic Epidermal Necrolysis (TEN), Drug Reactions with Eosinophilia and Systemic Symptoms (DRESS) และ Acute Generalized Exanthematous Pustulosis (AGEP)  ผลการศึกษาพบรายงานผู้ป่วยเกิด SCARs จากยาต้านวัณโรคทางเลือกแรก 229 คน คำนวณอัตราการเกิด SCARs ได้ 5-6 คนต่อผู้ป่วย 10,000 คนต่อปี SJS เป็น SCARs ที่พบสูงสุด ประมาณการอัตราการเกิดอยู่ระหว่าง 6-8 คนคนต่อผู้ป่วย 10,000 คนต่อปี ขณะที่ TEN, DRESS และ AGEP สามารถประมาณการอัตราการเกิดได้ 1-3, 1-3, และ 0-2 คนต่อผู้ป่วย 10,000 คน ต่อปีตามลำดับ  ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยใน โดยพบว่าประเภทของผู้ป่วย (ผู้ป่วยในหรือนอก) มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ ภายหลังเกิด SCARs (p = 0.017)   RMP และ INH  เป็นยาสาเหตุหลักของการเกิด SCARs ในผู้ป่วยโดยพบ ร้อยละ 23.30 และ 21.36 ตามลำดับ ขณะที่ EMB, S, PZA พบร้อยละของการเกิด SCARs ร้อยละ19.42, 19.42, และ 16.50 ตามลำดับ  ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับยาจนเกิด SJS , TEN, DRESS, และ AGEP  มีมัธยฐานที่ 15, 36,31และ 22 วันตามลำดับ  พิจารณายาต้านวัณโรคทางเลือกแรกแต่ละตัวที่เป็นสาเหตุการเกิด SJS พบว่า มัธยฐานระยะเวลาตั้งแต่ได้รับ INH, RMP, EMB, PZA,และ Sm จนเกิด SJS เท่ากับ 12, 6, 19, 11 และ 14 วันตามลำดับ โดยระยะเวลาตั้งแต่ได้รับ RMP จนเกิด SJS สั้นกว่ายาต้านวัณโรคตัวอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.014)
Published in : Veridian E-journal Science and Technology Silpakorn University  Vol. 6 No. 4 (July –August 2019); หน้า 45-63
</description>
<pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/29895</guid>
<dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>Clinical factor related to international normalized ratio changes in warfarin users who underwent heart valve replacement at warfarin clinic of Phramongkutklao Hospital</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/28936</link>
<description>Clinical factor related to international normalized ratio changes in warfarin users who underwent heart valve replacement at warfarin clinic of Phramongkutklao Hospital
Weerayuth Saelim
Warfarin is oral anticoagulant that has been used for prevention of systemic thromboembolism in valve replacement patients. There are many factors that can change the international normalized ratio (INR) in warfarin users. This study aimed to determine the influence of factors that related to the target range of INR among warfarin users who underwent heart valve replacement. This study is a retrospective study. The data were collected in patients who underwent valve replacement in warfarin clinic, Phramongkutklao Hospital, Thailand from January 2007 to December 2015. Demographic data including gender, age, type of prosthetic valve, co-morbidities, other medications used with warfarin, herbs or dietary supplements used with warfarin, laboratory data, warfarin initial dosing regimen and INR value were collected. The demographic data and the risk factors were analyzed via descriptive statistics and Fisher's exact test consecutively by using R-program. One hundred and nineteen patients were included. Sixty-four cases were male (53.78%) and mean (±SD) age was 55.09±14.78 years old. The mean (±SD) of body weight was 61.48±13.97 kilograms. Of those, 96 cases (80.67%) had mechanical valve replacement. Only sixteen of warfarin users (13.45%) had INR values with in target range. The results of the present study showed that drug interaction was one of the important factors that was associated with out-of-range INR target (OR 10.17, 95%CI 0.59-175.77) (p=0.051). Drug interaction including drug-drug, drug-herbs and drug-dietary supplement interaction were concerned in patients who received warfarin underwent heart valve replacement
Published in : Thai Bulletin of Pharmaceutical Sciences  Vol. 15 No. 2 (2020); p.73.79
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/28936</guid>
<dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
