<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#">
<channel rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/905">
<title>Faculty of Archaeology</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/905</link>
<description>คณะโบราณคดี</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30769"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30746"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30745"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-15T14:51:39Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30769">
<title>การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านนาฏศิลป์หุ่นละครของไทย จากการศึกษาเปรียบเทียบกับการแสดงของละครหน้ากากของไทย  และของคณะละคร Commedia dell’Arte</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30769</link>
<description>การสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านนาฏศิลป์หุ่นละครของไทย จากการศึกษาเปรียบเทียบกับการแสดงของละครหน้ากากของไทย  และของคณะละคร Commedia dell’Arte
เพ็ญลักษณ์ วงศ์จงใจหาญ; จิรานุช โสภา
ละครหน้ากากของไทยและของคณะ Commedia dell’Arte มีลักษณะคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ และมีแหล่งที่มาเดียวกัน คือ อาณาจักรกรีกโบราณ ผ่านการเผยแพร่โดยมีผู้ริเริ่มคือ กองทัพของกษัตริย์อเลกซานเดอร์มหาราชที่ไปบุกประเทศอินเดียประมาณ 300 ก่อนคริสตกาล และการแสดงหุ่นละครเงาของอินเดียที่เผยแพร่ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก รูปแบบบทละครเริ่มจากร้อยกรองและเปลี่ยนเป็นร้อยแก้วในเวลาต่อมา รูปแบบการแสดงมีส่วนเหมือนกัน คือ 1)ตัวละครบางตัวใส่หน้ากากและบางตัวไม่ใส่หน้ากาก รวมทั้งการแต่งกายที่ตายตัวของแต่ละตัวละคร 2) ตัวละครมีสถานะในสังคม 3) ตัวละครผู้ช่วยพระเอกจะมีการเลียนแบบท่าทางของสัตว์และมีการเดินหรือกระโดดโลดเต้น และ 4) มีการเล่นมุขตลก และมีการแสดงอารมณ์ต่าง ๆ เช่น เศร้า รัก เหงา ตัดพ้อ โกรธ เหมือนกัน ส่วนวัตถุประสงค์การจัดการแสดงคล้ายกันคือ เพื่อหารายได้ เพื่อความบันเทิง เพื่อรับใช้ราชสำนัก เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยว โดยเทศกาลคาร์นิวัลแบบเวนิส ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเทศกาลหน้ากากประจำปี มีผู้คนเข้าร่วมงานถึง 3 ล้านคน ในปัจจุบัน&#13;
จากการดำเนินงานลงพื้นที่เพื่อให้บริการวิชาการแก่สังคม คณะผู้วิจัยมีความประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือแก่คณะการแสดงหุ่นละครหน้ากากของไทยที่ยังคงต้องการการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้กับคณะการแสดงในระดับชุมชน จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1) คณะหุ่นละครเล็กสิปปธรรม 2) คณะหนังใหญ่วัดขนอน และ 3) คณะโขนผู้หญิงจันทร์เกษม การลงพื้นที่ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้คณะการแสดงทั้งสามเป็นที่รู้จัก สามารถสร้างรายได้แก่เจ้าของและนักแสดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน รวมถึงอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหุ่นละครหน้ากากให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน นอกจากนี้คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดทำวิดีทัศน์เชิงสารคดีนำเสนอแก่คณะฑูตานุทูต เพื่อประชาสัมพันธ์ศิลปะการแสดงของไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยวิดีทัศน์ดังกล่าวประกอบด้วยการสัมภาษณ์ครูละครจากทั้งสามคณะพร้อมการสาธิตการแสดงและการอธิบายจุดเด่น จุดด้อยของแต่ละคณะ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์และวางแนวทางในการพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดการเผยแพร่ศิลปะการแสดงหุ่นละครหน้ากากของไทยให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม; Thai masked performances and Italy’s Commedia dell’Arte share remarkable similarities and are believed to have originated from the same cultural roots of Ancient Greece. These traditions were transmitted through King Alexander the Great’s invasion of India around 300 BCE and later evolved through Indian shadow puppetry that spread across Southeast and East Asia. Both theatrical forms exhibit common elements: some characters wear masks while others do not; each has fixed and distinctive costumes; characters represent social status; comic assistants imitate animal gestures; and emotions such as sadness, love, humor, and anger are vividly expressed. Their purposes also align—to generate income, provide entertainment, serve royal courts, and promote tourism. A notable example is Italy’s Venetian Carnival, which attracts more than three million visitors annually.&#13;
This research project involved community-based fieldwork aimed at supporting Thai masked and puppet troupes that require enhanced public promotion to increase their cultural and economic value. Three troupes were selected: (1) Sippatham Small Puppet Troupe, (2) Wat Khanon Large Shadow Puppet Troupe, and (3) Chankasem Women’s Khon Troupe. The project sought to strengthen recognition, generate sustainable income for performers—many of whom are youth—and preserve Thailand’s traditional performing arts. The research team produced a documentary video featuring interviews, demonstrations, and analyses of each troupe’s strengths and challenges, presented to diplomatic representatives for international dissemination. The project could be further developed to promote Thailand’s masked and puppet performances as a distinctive form of Soft Power on the global stage.
</description>
<dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30746">
<title>รายงานผลการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย(ฉบับสมบูรณ์) โครงการการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการศิลปะร่วมสมัยและการมีส่วนร่วม ของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 2010 (ระยะที่ 4)</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30746</link>
<description>รายงานผลการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย(ฉบับสมบูรณ์) โครงการการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการศิลปะร่วมสมัยและการมีส่วนร่วม ของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 2010 (ระยะที่ 4)
วิภาช ภูริชานนท์
ข้อมูลการวิจัยความรู้เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวงวิชาการไทยและวงการศิลปะไทยยังมีอยู่จํากัด โดยเฉพาะเอกสารภาษาไทยและเอกสารข้ันต้น ในภาษาอังกฤษ “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาการศิลปะร่วมสมัยและการมีส่วนร่วมของสังคมใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 2010 (ระยะที่ 4)” จึงศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและพัฒนาการของสังคมในประเทศไทยเพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ดังกล่าว ผ่านการ สร้างฐานข้อมูลที่มีลักษณะสําคัญที่การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากข้อมูลขนาดใหญ่ (big data)  ด้วยการนําเสนอ ในรูปแบบของเว็บไซต์ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านประวัติศาสตร์นิทรรศการศิลปะผลการวิจัยพบว่า ประวัติศาสตร์ของนิทรรศการในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 2010 แสดงให้เห็นว่า ศิลปะร่วมสมัยมีปฏิสัมพันธ์ท้ังทางตรงและทางอ้อมกับบริบทหรือสถานการณ์สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสัมพันธ์กับช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา
</description>
<dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30745">
<title>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ความท้าทายในการสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภคในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ กรณีศึกษา ผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30745</link>
<description>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ความท้าทายในการสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภคในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ กรณีศึกษา ผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ คือ สถานการณ์และบริบทในการสร้างสรรค์และพัฒนาผ้าทอ กะเหรี่ยงโปว์, ความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อหาสินค้าวัฒนธรรมและสินค้าท้องถิ่น และโอกาสและความท้าทายใน การผลิตและจําหน่ายสินค้าวัฒนธรรมในพื้นที่ออฟไลน์และออนไลน์ โดยใช้วิธีการวิจัยภาคสนามเชิงมานุษยวิทยา ซึ่ง ประกอบด้วยการวิจัยเอกสารเพื่อทําความเขัาใจบริบทของประเด็นปัญหา การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านห้วยหินดํา ผู้บริโภคสินค้าวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านวัฒนธรรม ตลอดจนการ สนทนากลุ่มระหว่างกลุ่มทอผ้า นักออกแบบ และผู้บริโภค รวมถึงแผนที่ความเห็นอกเห็นใจเป็นเครื่องมือทําความเข้า ประเด็นปัญหา  &#13;
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สมาชิกของกลุ่มสตรีกะเหรี่ยงทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านห้วยหินดํารู้ถึงความสําคัญ ของผ้าทอในฐานะภูมิปัญญาและความต้องการซื้อผ้าทอโปว์ของคนต่างวัฒนธรรม พวกเขาเห็นถึงการมีอยู่ของ “ต้นทุน ทางธรรมชาติ” ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ สามารถนํามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต และ “ต้นทุนทางมนุษย์” จากการที่คนรุ่น ใหม่หันกลับมาใช้ชีวิตและทํางานในท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องผ้าทอระหว่างผู้คนในชุมชนและระหว่างคนใน ชุมชนกับคนนอกชุมชนนํามาสู่การออกแบบและสร้างสรรค์ผ้าทอและสินค้าจากผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ในรูปแบบดั้งเดิมและ รูปแบบประยุกต์ ที่ตั้งอยู่บนความสมดุลระหว่างความต้องการซื้อของผู้บริโภคกับศักยภาพในการผลิตของชุมชน ข้อค้นพบชี้ให้เห็นความท้าทายของกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้างในการมองหาโอกาสและช่องทางในการสื่อสาร/นําเสนอสินค้า วัฒนธรรมของกลุ่มฯ ที่เคลื่อนจากพื้นที่ออนไซต์สู่พื้นที่ออนไลน์ พร้อมไปกับการสื่อสารเรื่องราวที่หลากหลายของ กะเหรี่ยงโปว์สู่สังคม
</description>
<dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614">
<title>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614</link>
<description>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง
วราเชฏฐ์ แซ่ตั้ง
การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลโบราณสถาน และอธิบายบทบาทและความสัมพันธ์ภายในโครงข่ายระหว่างเมืองโบราณคูบัว เมืองนครปฐมโบราณ และเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านคุณลักษณะโบราณสถาน เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทางโบราณคดีถึง ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ให้มีความชัดเจนมากขึ้น&#13;
จากการศึกษาพบว่า โบราณสถานกระจายตัวอยู่นอกเมืองและมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ภายในเมืองปรากฏโบราณสถานขนาดใหญ่และมักปรากฏเดี่ยว ๆ บริเวณนอกเมือง โดยการวางตัวโบราณสถานพบว่าลักษณะส่วนใหญ่เอียงไปทิศทางเดียวกันกับการวางตัวของเมือง แต่ก็พบบางแห่งที่แตกต่างออกไปตามลักษณะภูมิประเทศ แสดงถึงลักษณะเฉพาะในพื้นที่นั้น ส่วนวัสดุก่อสร้างพบว่าส่วนใหญ่ใช้อิฐ ควบคู่กับศิลาแลงและหินปูน อีกทั้งพบลักษณะรูปแบบแผนผังทั้งหมด 15 รูปแบบ พบการสร้างโบราณสถานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แล้วในรูปแบบเรียบง่าย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 พบลักษณะตรีรถะหรือยกเก็จ 3 เก็จ เป็นลักษณะเฉพาะที่พบจำนวนมากที่สุด แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้พบลักษณะแผนผังดังกล่าวเพิ่มเติมภายในเมืองโบราณอื่น ๆ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอื่น ๆ อีกด้วย&#13;
อาจสรุปได้ว่า การศึกษานี้สะท้อนความสำคัญทางบทบาทและความสัมพันธ์เมืองโบราณสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง ว่าเป็นกลุ่มสังคมที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อชุมชนและเมืองโดยรอบ ถือเป็นแกนกลางทางวัฒนธรรมทวารดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 ที่ปรากฏลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตามปรากฏหลักฐานที่แสดงถึงความเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่มากขึ้น จากรายละเอียดคุณลักษณะโบราณสถานดังปรากฏในการศึกษานี้
</description>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
