<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#">
<channel rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/510">
<title>Archaeology</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/510</link>
<description>ภาควิชา/สาขาวิชาโบราณคดี</description>
<items>
<rdf:Seq>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30613"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30612"/>
<rdf:li rdf:resource="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30611"/>
</rdf:Seq>
</items>
<dc:date>2026-05-17T12:31:35Z</dc:date>
</channel>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614">
<title>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30614</link>
<description>การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดีในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง
วราเชฏฐ์ แซ่ตั้ง
การศึกษาคุณลักษณะโบราณสถานสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลโบราณสถาน และอธิบายบทบาทและความสัมพันธ์ภายในโครงข่ายระหว่างเมืองโบราณคูบัว เมืองนครปฐมโบราณ และเมืองโบราณอู่ทอง ผ่านคุณลักษณะโบราณสถาน เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทางโบราณคดีถึง ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง ให้มีความชัดเจนมากขึ้น&#13;
จากการศึกษาพบว่า โบราณสถานกระจายตัวอยู่นอกเมืองและมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ แต่ภายในเมืองปรากฏโบราณสถานขนาดใหญ่และมักปรากฏเดี่ยว ๆ บริเวณนอกเมือง โดยการวางตัวโบราณสถานพบว่าลักษณะส่วนใหญ่เอียงไปทิศทางเดียวกันกับการวางตัวของเมือง แต่ก็พบบางแห่งที่แตกต่างออกไปตามลักษณะภูมิประเทศ แสดงถึงลักษณะเฉพาะในพื้นที่นั้น ส่วนวัสดุก่อสร้างพบว่าส่วนใหญ่ใช้อิฐ ควบคู่กับศิลาแลงและหินปูน อีกทั้งพบลักษณะรูปแบบแผนผังทั้งหมด 15 รูปแบบ พบการสร้างโบราณสถานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แล้วในรูปแบบเรียบง่าย ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 พบลักษณะตรีรถะหรือยกเก็จ 3 เก็จ เป็นลักษณะเฉพาะที่พบจำนวนมากที่สุด แสดงถึงความเจริญทางวัฒนธรรมทวารวดีในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้พบลักษณะแผนผังดังกล่าวเพิ่มเติมภายในเมืองโบราณอื่น ๆ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอื่น ๆ อีกด้วย&#13;
อาจสรุปได้ว่า การศึกษานี้สะท้อนความสำคัญทางบทบาทและความสัมพันธ์เมืองโบราณสมัยทวารวดี ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลอง ว่าเป็นกลุ่มสังคมที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อชุมชนและเมืองโดยรอบ ถือเป็นแกนกลางทางวัฒนธรรมทวารดีช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 ที่ปรากฏลักษณะทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตามปรากฏหลักฐานที่แสดงถึงความเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่มากขึ้น จากรายละเอียดคุณลักษณะโบราณสถานดังปรากฏในการศึกษานี้
</description>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30613">
<title>การศึกษาเศษภาชนะดินเผาด้วยวิธี Macroscopic Analysis จากการขุดค้นพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ ปีพ.ศ. 2561 และปีพ.ศ. 2565</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30613</link>
<description>การศึกษาเศษภาชนะดินเผาด้วยวิธี Macroscopic Analysis จากการขุดค้นพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ ปีพ.ศ. 2561 และปีพ.ศ. 2565
ฐิตาภา ชุ่มจิตย์
เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคลฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและเทคโนโลยีการผลิตภาชนะดินเผาจากพื้นที่เมืองนอก เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยคัดเลือกตัวอย่างเศษภาชนะดินเผาจำนวน 1,874 ตัวอย่าง และภาชนะดินเผาเกือบเต็มใบจำนวน 6 ใบ จากการขุดค้นทางโบราณคดีปี พ.ศ. 2561 และ 2565 มาศึกษาลักษณะทางกายภาพของเศษภาชนะดินเผาด้วยตาเปล่า และศึกษาเนื้อดินด้วยวิธี Macroscopic Analysis โดยใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำส่องดูแกนกลางภาชนะดินเผาที่แตก หรือตัดใหม่ทุกชิ้น&#13;
ผลการศึกษาด้านเทคโนโลยีสามารถแบ่งเนื้อดินได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่พบอินทรียวัตถุ, กลุ่มที่พบมาร์ล และกลุ่มที่พบเฉพาะกรวดหรือแร่ โดยทั้ง 3 กลุ่มพบทั้งชิ้นที่มีการคัดขนาดแร่ก่อนผสมดิน ไปจนถึงไม่มีการคัดขนาดแร่เลย ในขั้นตอนการขึ้นรูปนั้น พบว่ามีทั้งการขึ้นรูปด้วยนิ้วมือและแป้นหมุน ในส่วนของรูปทรงที่สามารถจัดจำแนกได้ พบจำนวน 7 รูปทรง ได้แก่ ภาชนะทรงชาม, ภาชนะทรงหม้อ, ภาชนะคอสูง, ภาชนะทรงพาน, ภาชนะมีเชิงก้นสอบ, ภาชนะมีสัน และภาชนะมีพวยหรือกุณฑี ในขั้นตอนการตกแต่งผิวภาชนะ พบการตกแต่งทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ การตกแต่งด้วยลายทาบ ได้แก่ ลายเชือกทาบและลายจักสาน, ลายขูดขีด ได้แก่ ลายขูดขีดเป็นเส้นตรงและเส้นโค้ง, การเติมดิน, ลายกด ได้แก่ ลายกดรูปวงกลมหรือวงรีและลายกดเฉียง, การทาน้ำดิน และการรมควัน โดยรูปทรงและการตกแต่งที่พบนั้นมิได้มีผลต่อการเลือกใช้ดินเป็นพิเศษ ส่วนวิธีการเผาภาชนะสันนิษฐานว่าเป็นการเผาแบบกลางแจ้ง โดยภาชนะดินเผาที่พบอาจมีทั้งกลุ่มที่ผลิตขึ้นใช้เองในพื้นที่เมืองศรีเทพ และอาจมีการผลิตจากพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนการผลิตเหล่านี้เป็นรูปแบบที่สามารถพบได้ทั่วไปในการผลิตภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี
</description>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30612">
<title>การสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษากลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30612</link>
<description>การสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรม: กรณีศึกษากลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น
ศุภิสรา สุติ
กลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย เป็นกลุ่มโบราณสถานที่มีสถาปัตยกรรมแบบขอม มีลักษณะแผนผังอย่างเดียวกันกับโบราณสถานที่พบหลักฐานแสดงอโรคยศาล โดยเป็นกลุ่มโบราณสถานจ้านวน 1 ใน 2 แห่งที่ปรากฏร่องรอยอโรคยศาลในจังหวัดขอนแก่น สร้างขึ นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมรโบราณเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1720 -1780) กลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย นับเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมที่ส้าคัญของจังหวัดขอนแก่นและชุมชนบ้านนาค้าน้อย โดยมีการร่วมมือกันในการอนุรักษ์และทะนุบ้ารุงทั งจากประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ จึงมีรูปแบบการสื่อความหมายที่หลากหลาย อาทิเช่น ป้าย สื่อความหมายกลุ่มโบราณสถาน การจัดห้องนิทรรศการ สื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ หนังสือน้าชม เป็นต้น&#13;
อย่างไรก็ตาม รูปแบบการสื่อความหมายที่หลากหลายนั นมีทั งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งอาจท้าให้เกิดช่องโหว่ ที่ท้าให้ขาดมิติทางการเรียนรู้ โดยสื่อที่ใช้ในการสื่อความหมาย หากน้ามาใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสมก็จะช่วยให้การสื่อความหมายสามารถเข้าถึงสาธารณชนได้มากยิ่งขึ น ดังนั น ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาสื่อที่ใช้ในการสื่อความหมายทรัพยากรทางวัฒนธรรมจากกลุ่มโบราณสถานกู่ประภาชัย อ้าเภอน้าพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นทั งโบราณสถานและสถานที่ประกอบพิธีกรรมความเชื่อประจ้าชุมชน มีความส้าคัญในการเป็นสถานที่ซึ่งบอกเล่าประวัติความเป็นมาและด้ารงไว้เพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีดั งเดิมไม่ให้สูญหาย นอกจากนี ยังเป็นจุดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวให้เข้าไปในชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนในระยะยาวและยั่งยืน รวมทั งสามารถน้าข้อมูลไปปรับปรุงและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณคดีอื่นๆต่อไป
</description>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item rdf:about="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30611">
<title>สตรีวิกตอเรียฉบับไทยนิยม : กรณีศึกษาบทบาทและสภานภาพของสตรีจากภาพถ่ายที่สะท้อนผ่านแฟชั่นเครื่องแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ 6</title>
<link>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30611</link>
<description>สตรีวิกตอเรียฉบับไทยนิยม : กรณีศึกษาบทบาทและสภานภาพของสตรีจากภาพถ่ายที่สะท้อนผ่านแฟชั่นเครื่องแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ 6
ศุภิสรา บุญฮก
จากการศึกษาพบว่า บทบาทและสถานภาพสตรีในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้รับการยกระดับในทิศทางที่ดีขึ้น สตรีก้าวเข้าสู่การมีบทบาทใน "พื้นที่นอกบ้าน" อันเนื่องมาจากชนชั้นนำตอบรับแนวคิดการเข้าสมาคม และการต้อนรับแขกตามฑรรมเนียมปฏิบัติของชาติตะวันตก การรับเอาแนวคิดและค่านิยมดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของสตรีไทยในหลายด้าน อาทิ ด้านการศึกษา การคบค้าสมาคมระหว่างเพศตรงข้าม และโดยเฉพาะแบบแผนการแต่งกายของสตรี เนื่องจากสตรีในสมัยรัชกาลที่ 6 มีบทบาทเป็นตัวแทนภาพลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของชาติ&#13;
อย่างไีก็ตาม การยกระดับสถานภาพและบทบาทของสตรีในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น สอดคล้องกับนโยบายการสร้างชาติในพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้สตรีจะได้รับสิทธิเสรีภาพมากขึ้นจากการตอบรับกระแสวัฒนธรรมตะวันตก แต่สถานภาพของสตรีในสมับรัชกาลที่ 6 ก็ยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างสังคมปิตาธิปไตยเช่นเดิม ขณะเดียวกัน ถือได้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว สตรีมีบทบาทสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนความเจริญของชาติ
</description>
<dc:date>2022-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</rdf:RDF>
