<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
<title>Silpakorn University Repository: SURE</title>
<link href="https://sure.su.ac.th:443/xmlui" rel="alternate"/>
<subtitle>The DSpace digital repository system captures, stores, indexes, preserves, and distributes digital research material.</subtitle>
<id xmlns="http://apache.org/cocoon/i18n/2.1">https://sure.su.ac.th:443/xmlui</id>
<updated>2026-09-06T02:45:16Z</updated>
<dc:date>2026-09-06T02:45:16Z</dc:date>
<entry>
<title>ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความยั่งยืนและการรักษาลูกค้าของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่เขต พัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ประเทศไทย</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30872" rel="alternate"/>
<author>
<name>ภิญญาพัชญ์ มุณีแก้ว</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30872</id>
<updated>2026-08-10T20:02:06Z</updated>
<published>2026-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความยั่งยืนและการรักษาลูกค้าของธุรกิจโรงแรมในพื้นที่เขต พัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก ประเทศไทย
ภิญญาพัชญ์ มุณีแก้ว
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในธุรกิจโรงแรม&#13;
และอิทธิพลของความยั่งยืนต่อการรักษาลูกค้าและความภักดีของลูกค้าในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่ง&#13;
ทะเลตะวันตกประเทศไทย การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานและผู้บริหาร&#13;
โรงแรมในพื้นที่ศึกษา โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง&#13;
(Structural Equation Modeling: SEM) จำนวน 240 ตัวอย่าง จากโรงแรมทั้งสิ้น 702 แห่ง เครื่องมือที่&#13;
ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการ&#13;
วิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง&#13;
ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือพบว่า ตัวแปรมีการแจกแจงแบบปกติ ไม่เกิดปัญหาภาวะพหุ&#13;
สหสัมพันธ์ ค่า KMO เท่ากับ 0.947 และแบบจำลองการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ใน&#13;
เกณฑ์ดี ค่าดัชนีความกลมกลืนผ่านเกณฑ์ทุกตัว โมเดลสมการโครงสร้างหลังการปรับโมเดลมีความ&#13;
สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 167.38, p = 0.07, CFI = 1.00, GFI = 0.94, AGFI = 0.91,&#13;
RMSEA = 0.027)&#13;
ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า นโยบายของรัฐบาลมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความยั่งยืนใน&#13;
ธุรกิจโรงแรมมากที่สุด (β = 0.50, p &lt; 0.01) รองลงมาคือ ความต้องการของนักท่องเที่ยว (β = 0.37, p&#13;
&lt; 0.01) ความรับผิดชอบต่อสังคม (β = 0.20, p &lt; 0.05) และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม (β = 0.15, p&#13;
&lt; 0.05) ขณะที่ผลการดำเนินงานของโรงแรมมีอิทธิพลเชิงลบต่อความยั่งยืน (β = -0.18, p &lt; 0.05)&#13;
แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถผลักดันความยั่งยืนได้อย่างมี&#13;
ประสิทธิภาพ หากไม่ได้บูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้าสู่กลยุทธ์หลักขององค์กร นอกจากนี้ ความยั่งยืน&#13;
ในธุรกิจโรงแรมมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการรักษาลูกค้าและความภักดีในระดับสูง (β = 0.89, p &lt;&#13;
0.01)&#13;
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน&#13;
และการรักษาลูกค้าในระยะยาว โดยเฉพาะบทบาทของนโยบายภาครัฐและแรงขับเคลื่อนจากความ&#13;
ต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์เชิงนโยบายและการ&#13;
บริหารจัดการธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืนต่อไป
</summary>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ตำบลไร้ไฟฟ้า : ภาคปฏิบัติการของการปกครองโดยข้อยกเว้นทางกฎหมาย กรณีเขตปลอดภัยในราชการทหาร อำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30871" rel="alternate"/>
<author>
<name>กิตติ วิสารกาญจน</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30871</id>
<updated>2026-08-10T20:02:03Z</updated>
<published>2026-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ตำบลไร้ไฟฟ้า : ภาคปฏิบัติการของการปกครองโดยข้อยกเว้นทางกฎหมาย กรณีเขตปลอดภัยในราชการทหาร อำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
กิตติ วิสารกาญจน
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและผลกระทบจากการประกาศเขตปลอดภัยใน&#13;
ราชการทหาร กรณีตำบลบึงนคร อำเภอหัวหิน และตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&#13;
ด้วยการวิเคราะห์ภาคปฏิบัติการของวาทกรรมความมั่นคงที่ถูกสร้าง ผลิตซํ้า และมีอำนาจเหนือพื้นที่ดังกล่าว&#13;
และกระบวนการต่อสู้ต่อรองของเรื่องเล่ารองเกี่ยวกับความเดือดร้อนของการไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากการ&#13;
ประกาศเขตปลอดภัยในราชการทหาร รวมทั้งสร้างข้อเสนอแนะหรือทางเลือกเชิงนโยบาย สำหรับการแก้ไข&#13;
ปัญหาการขัดกันของนโยบายสาธารณะระหว่างนโยบายความมั่นคงและสิทธิในการได้รับบริการสาธารณะ&#13;
ขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยใช้กรอบแนวคิดการปกครองโดยข้อยกเว้นทางกฎหมาย&#13;
การวิจัยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนา&#13;
กลุ่มกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผู้นำชุมชน และตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตำบลบึงนคร อำเภอ&#13;
หัวหิน และตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จำนวน 35 คน ประกอบกับการศึกษาเอกสารชั้นต้นและชั้นรอง&#13;
รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ คำพิพากษาศาล และรายงานของหน่วยงานรัฐ นำมาวิเคราะห์และตีความตาม&#13;
แนวทางการวิเคราะห์วาทกรรมนโยบาย และการวิเคราะห์นโยบายแบบเรื่องเล่า&#13;
ผลการวิจัยพบว่า พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณปลอดภัยในราชการทหาร ในท้องที่ทหาร&#13;
อำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2512 ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 600,000 ไร่&#13;
เดิมเป็นป่าหินเหล็กไฟและป่าหมายเลข 87 ซึ่งถูกเพิกถอนสภาพป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2513&#13;
เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการของกระทรวงกลาโหม ภายใต้บริบทการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น&#13;
แม้ว่าปัจจุบันภัยคุกคามทางความมั่นคงดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่การประกาศเขตปลอดภัยในราชการทหาร&#13;
ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ&#13;
ได้อย่างเท่าเทียม โดยรัฐใช้วาทกรรมความมั่นคงเป็นเครื่องมือในการควบคุมพื้นที่และจำกัดสิทธิของประชาชน&#13;
อย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ความมั่นคงของชาติกลายเป็นคุณค่าสูงสุดที่สามารถยกเว้นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน&#13;
โดยสถาบันต่างๆ ของรัฐ ทั้งสถาบันตุลาการ รัฐสภา และหน่วยงานพลเรือน ต่างทำหน้าที่ผลิตซํ้าและยืนยัน&#13;
ความชอบธรรมให้แก่วาทกรรมความมั่นคงดังกล่าว&#13;
[2]&#13;
นอกจากนี้ สถานะทางกฎหมายในการเป็นที่ดินรัฐของเขตปลอดภัยในราชการทหารยังมีความ&#13;
พร่ามัวและไม่ชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนที่บุกเบิกที่ดินทำกินและอยู่อาศัยในพื้นที่มานานถูกแปลงสภาพ&#13;
จาก "ราษฎร" ให้กลายเป็น "ผู้บุกรุกที่ดินรัฐ" อย่างผิดกฎหมาย โดยไม่มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิ การเป็น&#13;
ผู้บุกรุกนี้เองกลายเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธไม่จัดหาไฟฟ้าให้ โดยอ้างว่าจะเป็นการสนับสนุนให้มีการบุกรุกที่ดิน&#13;
รัฐมากขึ้น โดยประชาชนในพื้นที่มีการต่อสู้ในในกรณีที่ดินทำกินและการไม่มีไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้าง&#13;
เรื่องเล่ารองที่ท้าทายเรื่องเล่าหลักซึ่งครอบงำอยู่ด้วยวาทกรรมความมั่นคง โดยตั้งคำถามว่าพื้นที่ดังกล่าว&#13;
มีภัยคุกคามทางความมั่นคงที่แท้จริงหรือไม่ และมีความจำเป็นจริงหรือไม่ที่ต้องใช้พื้นที่ถึงหกแสนไร่เพื่อ&#13;
การซ้อมรบ ซึ่งเป็นผลให้ตำบลบึงนครและตำบลเขาจ้าวตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยสภาวะยกเว้นทาง&#13;
กฎหมาย ภายใต้ข้ออ้างของวาทกรรมความมั่นคงซึ่งถูกจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ก่อนหรือสามารถ "ยกเว้น"&#13;
สิทธิในการเข้าถึงไฟฟ้าของชาวบ้านในสองตำบลมาโดยตลอดโดยปราศจากการทบทวนและตั้งคำถามถึง&#13;
ความจำเป็นและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&#13;
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของงานวิจัยได้แก่ (1) เสนอให้แก้ไขพระราชกฤษฎีกาฯ โดยยกเลิก&#13;
แผนที่แนบท้ายและทบทวนความจำเป็นในการรักษาสถานะเขตปลอดภัยในราชการทหารใหม่ โดยกำหนด&#13;
แนวเขตพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่แท้จริง โดยแยกพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ทางการทหารออกจากเขตชุมชน และอนุญาต&#13;
ให้มีการจัดหาสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ชุมชน (2) เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัย&#13;
ในราชการทหาร พ.ศ. 2478 ให้มีการกำหนดระยะเวลาในการประกาศใช้เขตปลอดภัยและการทบทวนความ&#13;
จำเป็นเป็นระยะ (3) เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วม
</summary>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การตัดสินใจคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP): อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทกระดาษในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30870" rel="alternate"/>
<author>
<name>กฤษฎา ดลปัญญา</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30870</id>
<updated>2026-08-10T20:02:00Z</updated>
<published>2026-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การตัดสินใจคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP): อุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทกระดาษในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
กฤษฎา ดลปัญญา
ในปัจจุบันการพัฒนาที่ยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาโซ่อุปทานที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม วิธีการคัดเลือกซัพพลายเออร์ส่วนมากยังขาดกรอบการทำงานที่เป็นระบบและครอบคลุมเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ระบุเกณฑ์ในการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทกระดาษ 2) จัดลำดับความสำคัญของเกณฑ์การคัดเลือก และ 3) ทำการตัดสินใจเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process: AHP) การศึกษาใช้แนวทางการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้วิธีเดลฟาย (Delphi Method) ร่วมกับ AHP ในการคัดเลือกและวิเคราะห์เกณฑ์การตัดสินใจ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารจำนวน 8 คนจาก 3 สถานประกอบการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยวิธีการเดลฟายและแบบสอบถามที่ออกแบบตามหลักการของ AHP&#13;
ผลการวิจัยพบว่า จากการประยุกต์ใช้วิธีเดลฟาย 2 รอบ ได้เกณฑ์การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจำนวน 6 เกณฑ์ ได้แก่ (C1) การใช้วัตถุดิบด้านสีเขียว (C2) สินค้าด้านสีเขียว (C3) คุณภาพการบริการด้านสีเขียว (C4) ภาพลักษณ์ด้านสีเขียว (C5) การมีเอกสารรับรองมาตรฐานด้านสีเขียว และ (C6) การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสีเขียว จากการวิเคราะห์ด้วย AHP พบว่าเกณฑ์ C5 (การมีเอกสารรับรองมาตรฐานด้านสีเขียว) ได้รับน้ำหนักความสำคัญสูงสุดในทุกสถานประกอบการ โดยมีค่าน้ำหนัก 40.7%, 45.9% และ 46.0% ตามลำดับ รองลงมาคือเกณฑ์ C6 (การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสีเขียว) ที่ได้รับน้ำหนักความสำคัญ 25.7%, 27.7% และ 29.5% ตามลำดับ สำหรับผลการคัดเลือกซัพพลายเออร์ บริษัท AAA เลือก SA3 (คะแนน 0.378) บริษัท BBB เลือก SB2 (คะแนน 0.396) และบริษัท CCC เลือก SC2 (คะแนน 0.399) เป็นซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมที่สุด โดยทุกผลการวิเคราะห์มีค่าอัตราส่วนความสอดคล้อง (CR) น้อยกว่า 0.10 แสดงถึงความน่าเชื่อถือของการตัดสินใจ ในส่วนของการวิเคราะห์ความไวของผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าผลการจัดอันดับซัพพลายเออร์มีความมั่นคงสูง โดยการปรับเปลี่ยนน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ในระดับ ±25% ไม่ส่งผลให้การจัดอันดับเปลี่ยนแปลง&#13;
การวิจัยนี้มีส่วนสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการในด้านการจัดการโซ่อุปทานที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบมาก่อน กรอบการตัดสินใจที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในการประเมินและคัดเลือกซัพพลายเออร์ ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนในขณะที่รักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังให้ข้อมูลสำคัญแก่หน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมการจัดซื้อจัดหาสีเขียว (Green Procurement) ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
</summary>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผลของเกมดิจิทัลต่อการพัฒนาความรู้คำศัพท์โลจิสติกส์และทัศนคติของนักศึกษาธุรกิจ</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30869" rel="alternate"/>
<author>
<name>รุ่งนภา ชีวรัศมี</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30869</id>
<updated>2026-08-10T20:01:57Z</updated>
<published>2026-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลของเกมดิจิทัลต่อการพัฒนาความรู้คำศัพท์โลจิสติกส์และทัศนคติของนักศึกษาธุรกิจ
รุ่งนภา ชีวรัศมี
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมดิจิทัล (Digital Game-Based Learning: DGBL) ต่อผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์โลจิสติกส์ของผู้เรียน และ 2) ทัศนคติของนักศึกษาธุรกิจที่มีต่อการเรียนรู้ด้วย DGBL โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ one-group pretest–posttest quasi-experimental design กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาธุรกิจจำนวน 36 คน ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย DGBL จำนวน 8 ครั้ง ผ่านเกมดิจิทัล 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Wayground (เดิมคือ Quizizz) และ Blooket เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย DGBL แบบทดสอบคำศัพท์โลจิสติกส์ก่อนและหลังการทดลองจำนวน 40 ข้อ แบบสอบถามทัศนคติแบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 16 ข้อ และแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณพบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าคะแนนก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) และมีขนาดอิทธิพลในระดับสูง (d = 1.247) ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์ โลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังชี้ให้เห็นว่าผู้เรียนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้ด้วย DGBL ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านแรงจูงใจ ความเพลิดเพลินในการเรียนรู้ และการรับรู้ถึงการจดจำคำศัพท์ ผลการวิจัยชี้ว่า เกมดิจิทัลสามารถสนับสนุนการเรียนรู้คำศัพท์โลจิสติกส์ในบริบทภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการส่งเสริมการทบทวนคำศัพท์ซ้ำ การมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น และการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเชิงการสอน ได้แก่ การบูรณาการรูปแบบเกมที่หลากหลาย และการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พบคำศัพท์ซ้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมสร้างการจดจำคำศัพท์ในบริบท ESP
</summary>
<dc:date>2026-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
