<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
<title>Graduate School</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/576" rel="alternate"/>
<subtitle>บัณฑิตวิทยาลัย</subtitle>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/576</id>
<updated>2026-05-18T21:54:07Z</updated>
<dc:date>2026-05-18T21:54:07Z</dc:date>
<entry>
<title>การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่: ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสุนทรียภาพและการเห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนชนบทอีสานตอนกลาง: กรณีศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30489" rel="alternate"/>
<author>
<name>มัดหมี่ ศรีธรรมา</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30489</id>
<updated>2025-09-16T20:01:42Z</updated>
<published>2020-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่: ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมสุนทรียภาพและการเห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนชนบทอีสานตอนกลาง: กรณีศึกษาจังหวัดกาฬสินธุ์
มัดหมี่ ศรีธรรมา
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่:&#13;
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นฐานฯ 2) เพื่อศึกษาสุนทรียภาพของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุด&#13;
กิจกรรมศิลปะฯ 3) เพื่อศึกษาการเห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่นของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมศิลปะฯ 4)&#13;
เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนและครูที่มีต่อชุดกิจกรรมศิลปะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้น&#13;
ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเหล่าไฮงามวิทยาสูง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 20 คน และครูวิชา&#13;
ศิลปะ จำนวน 1 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย&#13;
ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) ชุดกิจกรรมศิลปะฯ 4) แบบประเมินสุนทรียภาพ 5) แบบประเมินการ&#13;
เห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่น และ 6) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนและครูที่มีต่อชุดกิจกรรมศิลปะฯ&#13;
รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา&#13;
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) การพัฒ นาชุดกิจกรรมศิลปะตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่:&#13;
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นฐานฯ เป็นการนำหลักสูตรวิชาศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษา&#13;
ปีที่ 4 บูรณาการกับแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่ (Place-Based Education) โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและ&#13;
สิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่นในการจัดการเรียนรู้และสื่อการเรียนการสอนวิชาศิลปะ ซึ่งมีองค์ประกอบใหญ่ 2 ส่วน&#13;
คือ 1) คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะฯ และ 2) แผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมศิลปะ จำนวน 10 กิจกรรม (2) ผลการ&#13;
ประเมินสุนทรียภาพ พบว่า 2.1) ระดับพัฒนาการสุนทรียภาพของนักเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีค่าเฉลี่ย&#13;
สูงสุดของระดับพัฒนาการสุนทรียภาพของนักเรียนอยู่ในระดับ 4 แบบอย่างและรูปแบบ (Style and Form)&#13;
(X=3.75) 2.2) พฤติกรรมประสบการณ์ทางสุนทรียภาพของนักเรียนที่ปรากฏมากที่สุด คือ เชื่อมโยงความคิดส่วนตัว&#13;
(3) ผลการประเมินการเห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่น พบว่า นักเรียนมีการเห็นคุณค่าในทรัพยากรท้องถิ่นอยู่ใน&#13;
ระดับมาก (X=2.98) หลังทดลองใช้ชุดกิจกรรมศิลปะฯ (4) ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนและครูที่มีต่อ&#13;
ชุดกิจกรรมศิลปะฯ พบว่า 4.1) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมศิลปะฯ ในระดับมาก (X=2.96) และนักเรียน&#13;
ชื่นชอบกิจกรรมที่ 2 สีสันจากท้องทุ่ง มากที่สุด 4.2) ครูมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมศิลปะฯ มากที่สุด; This study aims at the development of art activity package using Place-Based Education&#13;
based on natural resources and local environment. The art activity package was developed and&#13;
implemented to cultivate students’ aesthetics, explore their appreciations of the local resources,&#13;
and survey their satisfaction level, including the teacher’s, toward the created package. The&#13;
research samples, chosen by purposive sampling method, are 20 fourth graders and one art&#13;
teacher at Lao Hai Ngam Witthaya Sung School, Kuchinarai District, Kalasin. The research&#13;
instruments include a) the art activity package using Place-Based Education based on natural&#13;
resources and local environment, b) the aesthetic assessment, c) the local resources appreciation&#13;
assessment, and d) the students’ and teacher’s satisfaction survey. The data were gathered and&#13;
analysed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The results&#13;
show that the art activity package using place-based education based on natural resources and&#13;
local environment is the integrated teaching innovation of the fourth-grade art subject curriculum&#13;
(Visual Arts) and the Place-Based Education approach within the fundamental concept of natural&#13;
resources and local environment. The teaching materials consist of two main components: a) the&#13;
art activity package manual, b) art activity learning management plan, consisting of 10 activities.&#13;
The results regarding the aesthetic assessment reveal that a) the aesthetic levels of the students&#13;
are higher after using the package with the maximum average of 3.75 which were found at the&#13;
4th level (Style and form), b) students’ ability to connect personal thoughts is the most&#13;
prominent aesthetic behavioural experience. Furthermore, the results of the local resources&#13;
appreciation assessment indicate that the students have high levels of appreciation in the local&#13;
resources after using the package. The satisfaction levels toward the package are significantly high&#13;
among the students and teacher considering the second activity the most favourite activity.&#13;
Lastly, the art activity package is extremely satisfying for the teacher.&#13;
2087722452
</summary>
<dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผลการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่องการใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ : กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30485" rel="alternate"/>
<author>
<name>ปรียาภรณ์ สมบัติแสงอุไร</name>
</author>
<author>
<name>Preeyaporn Sombutseangurai</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30485</id>
<updated>2025-09-11T08:08:33Z</updated>
<published>2017-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่องการใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ : กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรียาภรณ์ สมบัติแสงอุไร; Preeyaporn Sombutseangurai
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล 2) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้จากการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เรื่อง การใช้เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ กรณีศึกษาหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยได้พัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิดโดยใช้หลักการของ ADDIE พัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยโปรแกรม Adobe Premiere Pro และ Adobe After Effects และนำหลักการแหล่งทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด (Open Educational Resources: OER) มาปรับใช้ในการเผยแพร่ที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เป็นสมาชิกของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 30 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบ และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลความพึงพอใจได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการใช้ทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด ทำให้มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ที่นัยสำคัญที่จะดับ 0.05 และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อทรัพยากรการเรือนรู้แบบเปิดในภาพรรมอยู่ในกับดีมาก ได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.41
</summary>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30483" rel="alternate"/>
<author>
<name>นภาพร ทรงประสิทธิ์</name>
</author>
<author>
<name>Napaporn Songpasit</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30483</id>
<updated>2025-09-11T07:23:44Z</updated>
<published>2017-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
นภาพร ทรงประสิทธิ์; Napaporn Songpasit
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ด้วยระบบการเรียนการสอนออบไลน์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบการเรียบการสอนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 1 ห้องเรียน จำนวน 50 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ซึ่งผู้วิจัยได้ใช้หลักออกแบบและพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ตามแบบจำลองของ ADDIE Model 5 ขั้นตอน โดยใช้โปรแกรม Moodle lmx 3.1 ในการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ โปรแกรม Apache Web Server สำหรับบริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์ โปรแกรมภาษาสำเร็จรูป PHP โปรแกรม MYSQL สำหรับจัดการฐานข้อมูลสำหรับจัดเก็บข้อมูล และโปรแกรมผลิตสื่อมัลดิมีเดียใช้ในการสร้างบทเรียน แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อระบบการเรียนการสอนออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (%)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
จากผลการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการเรียนรู้สารสนเทศ ในการออกแบบและพัฒนาระบบ แบ่งผู้ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการส่วนการจัดการการสมัครสมาชิก ส่วนการจัดการรายวิชาและกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ในทุกระดับ สามารถปรับแต่งหน้าจอ แก้ไข เพิ่มเติม ลบข้อมูลของผู้ใช้งานระบบ 2)ครูผู้สอน สามารถสร้างรายวิชาโดยบรรจุเนื้อหา สร้างแบบทดสอบ สื่อการสอน และจัดเก็บบันทึกข้อมูลการเรียนของผู้เรียนด้วยตนเอง เพื่อที่ผู้สอนจะสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนจากรายงานผลคะแนนของผู้เรียนในรายวิชานั้นได้ และ3) ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียน ทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ ตรวจสอบผลคะแนนได้ด้วยตนเอง และนักเรียนสามารถเข้ามาศึกษาบทเรียน ทบทวนบทเรียนได้ตามความต้องการของนักเรียน&#13;
ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เฉลี่ยคะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 84.30 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80.00&#13;
ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยระบบการเรียนการสอนออนไลน์ วิชาห้องสมุดและการรู้สารสนเทศ พบว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด (X = 4.64, S.D. = 0.58)
</summary>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30480" rel="alternate"/>
<author>
<name>จันห์นิภา สุนทรบุญ</name>
</author>
<author>
<name>่Janipa Suntonboon</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30480</id>
<updated>2025-09-11T06:19:39Z</updated>
<published>2017-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
จันห์นิภา สุนทรบุญ; ่Janipa Suntonboon
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี3 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนกุศลวิทยา 1 ห้องเรียนจำนวน 30 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)&#13;
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ออนไลน์ เรื่องเอกภพ 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test Dependent)&#13;
ผลการวิจัยพบว่า&#13;
ผลการหาประสิทธิภาพของแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 80.67/80.17 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วย แหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแหล่งเรียนรู้ออนไลน์วิทยาศาสตร์ เรื่องเอกภพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ( X=4.33, S.D.=0.42)
</summary>
<dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
