<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
<title>Department of Anthropology</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/554" rel="alternate"/>
<subtitle>ภาควิชา/สาขาวิชามานุษยวิทยา</subtitle>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/554</id>
<updated>2026-10-15T18:05:34Z</updated>
<dc:date>2026-10-15T18:05:34Z</dc:date>
<entry>
<title>THE NEGOTIATION DYNAMIC IN LAND OF THE TALING CHAN RAILWAY COMMUNITY</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/31454" rel="alternate"/>
<author>
<name>ปรีย์วรา มีมาก</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/31454</id>
<updated>2026-10-08T20:01:58Z</updated>
<published>0028-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">THE NEGOTIATION DYNAMIC IN LAND OF THE TALING CHAN RAILWAY COMMUNITY; พลวัตการต่อสู้ต่อรองที่ดินชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน
ปรีย์วรา มีมาก
The study of the dynamic of negotiation process in land of Taling Chan railway community aims to 1) examine the dynamics behind the emergence of the Taling Chan railway-side community in Bangkok, Thailand, and 2) explore the land negotiation processes of the Taling Chan railway-side community in Bangkok, Thailand.The research was conducted using anthropological methods, including in-depth interviews and both participant and non-participant observation. The findings analyzed using the concepts of urbanization and negotiation to answer the research question: How do urban development dynamics impact the emergence of squatter settlements and urban poor, as exemplified by the Taling Chan railway-side community? What negotiation processes do these communities employ to secure housing?The findings indicated capitalist-driven economic and social development, which emphasizes centralized growth, has been a key factor driving rural-to-urban migration in pursuit of better job opportunities and living qualities. However, the government has lacked policies to support urban population growth and has implemented solutions that do not align with the urban poor’s way of life. This has led to the mobilization of the Taling Chan railway-side community, which has developed negotiation processes to ensure stable housing and an improved quality of life for its members.  To achieve this, the community created diverse negotiation tools, allowing them to adapt their strategies to different situations and power interactions. This effort resulted in successfully securing a land. Nevertheless, the negotiation process remains incomplete. The urban poor communities must continue to unite and negotiate collectively to maintain their strength and ensure the stability and resilience of the community for the future.; การศึกษาเรื่อง “พลวัตกระบวนการต่อรองที่ดินชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพลวัตการเกิดขึ้นของชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษากระบวนการต่อรองที่ดินในบริบทชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานครผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยา ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม โดยนำมาข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดการกลายเป็นเมือง และแนวคิดการต่อรอง เพื่อตอบคำถามวิจัยว่า “พลวัตการพัฒนาเมืองส่งผลกระทบต่อการเกิดขึ้นของชุมชนบุกรุกและคนจนเมือง ดังกรณีศึกษาชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน ซึ่งต้องสร้างกระบวนการต่อสู้ต่อรองเพื่อการมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงอย่างไร”ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นความเจริญแบบกระจุกตัว เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายผู้คนจากชนบทเดินทางเข้าสู่เมือง เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำงานและชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลกลับขาดนโยบายรองรับกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานและเลือกใช้มาตรการแก้ไขปัญหาที่ไม่สอดคล้องต่อวิถีชีวิตของคนจนเมือง จึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของชุมชนริมทางรถไฟตลิ่งชัน ในการสร้างกระบวนการต่อสู้ต่อรอง เพื่อให้สมาชิกชุมชนทุกคนมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ชุมชนต้องสร้างเครื่องมือการต่อรองให้หลากหลาย โดยสามารถพิจารณาเลือกใช้และปรับระดับของกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ รวมถึงการจัดการกับคู่ความสัมพันธ์ทางอำนาจได้อย่างหลากหลายมิติ จนทำให้ชุมชนได้รับสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยสำเร็จ แต่การต่อรองก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะคนจนเมืองเพียงไม่กี่คน ไม่อาจทัดทานอำนาจจากรัฐได้ คนจนเมืองต้องรวมกลุ่มต่อสู้ต่อรองกันไว้ เพื่อรักษาความเข้มแข็งและความมั่นคงของชุมชนสู่อนาคต
</summary>
<dc:date>0028-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>Solo Motorcycle Touring in the Context of Alternative Tourism</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/31430" rel="alternate"/>
<author>
<name>พสิษฐ์ ปานแร่</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/31430</id>
<updated>2026-10-01T20:01:57Z</updated>
<published>0028-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">Solo Motorcycle Touring in the Context of Alternative Tourism; การขี่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเที่ยวคนเดียวในบริบทการท่องเที่ยวทางเลือก
พสิษฐ์ ปานแร่
This study investigates the experiences of solo motorcycle touring in the context of alternative tourism in Thailand. It explores how motorcycle touring has developed, what motivates solo travel, and how travelers interpret their experiences. Ethnography is employed as the research methodology to gain a deeper understanding of the reasons, motivations, and meanings behind the choice of solo travel. The study includes a review of literature on alternative tourism, motorcycle touring, and solo travel, and collects field data focusing on cultural and nature-based tourist routes across Thailand. Data collection methods include participant and non-participant observation, in-depth interviews, and snowball sampling. The target group comprises 9 solo motorcycle tourists and 5 key informants, providing diverse and comprehensive data. Data analysis aims to understand the factors, experiences, and meaning-making processes in solo motorcycle touring, with the concept of alternative tourism framing these experiences within the social and cultural context. The findings reveal that motorcycle touring is not just a form of long-distance travel but also reflects changes in lifestyle, culture, and the human-technology relationship. It embodies freedom, self-expression, and a connection to nature. Key factors motivating solo travel include the desire for self-exploration, reflection, and personal experiences that contribute to emotional resilience. The study highlights that motorcycle touring symbolizes social and cultural transformations and reflects contemporary values and lifestyles. It also underscores the role of such travel in shaping the identity and cultural perspectives of solo travelers in Thai society. This study also recommends further research into the psychological impacts of solo travel, particularly in the context of motorcycle touring. Such journeys have the potential to foster self-discovery, life reflection, and emotional resilience. Comparative studies between solo and group travel could deepen understanding of differences in perceived safety, interpersonal connection, and the construction of meaning. In practical terms, tourism programs should be developed to support self-exploration through solo motorcycle travel—such as designing routes that connect with nature and local communities, and creating platforms for experience sharing among riders. This form of travel not only reduces stress but also promotes long-term mental well-being.; การศึกษานี้มุ่งสำรวจประสบการณ์ของผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่เลือกเดินทางคนเดียวในบริบทของการท่องเที่ยวทางเลือก โดยมุ่งศึกษาว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งในประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างไร อะไรคือแรงจูงใจในการเดินทางคนเดียว และนักเดินทางเหล่านี้ตีความประสบการณ์ของตนเองอย่างไร การศึกษานี้ใช้ชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) เป็นเครื่องมือในการศึกษาจะช่วยให้เข้าใจถึงเหตุผล แรงจูงใจ และความหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกเดินทางคนเดียวในแง่มุมที่หลากหลายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทางเลือก การท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ และการเดินทางคนเดียว การเก็บข้อมูลภาคสนามมุ่งเน้นเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสุ่มตัวอย่างแบบสโนว์บอลล์ กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาประกอบด้วยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่เดินทางคนเดียว 9 คน และผู้ให้ข้อมูลหลักอื่น ๆ 5 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและครอบคลุม การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อทำความเข้าใจเหตุปัจจัย ประสบการณ์ และการให้ความหมายกับการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวคนเดียว แนวคิดการท่องเที่ยวทางเลือกถูกนำมาใช้เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ดังกล่าวกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ผลการศึกษาพบว่ามอเตอร์ไซค์ทัวริ่งไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทางไกล แต่ยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี การเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งแสดงถึงความอิสระ การแสดงออกถึงตัวตน และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ขับขี่เลือกเดินทางคนเดียว ได้แก่ ความต้องการสำรวจตัวตน ทบทวนชีวิต และสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัว ซึ่งช่วยพัฒนาทัศนคติและเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่ามอเตอร์ไซค์ทัวริ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนค่านิยมและวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน การศึกษาให้ความกระจ่างถึงบทบาทของการเดินทางดังกล่าวในการสร้างตัวตนและมุมมองเชิงวัฒนธรรมของผู้ขับขี่ในสังคมไทย นอกจากนี้ งานศึกษานี้เสนอให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจจากการเดินทางคนเดียว โดยเฉพาะในบริบทของการขับขี่มอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง ซึ่งมีศักยภาพในการกระตุ้นการค้นพบตัวตน การไตร่ตรองชีวิต และการพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจ ควรเปรียบเทียบประสบการณ์ระหว่างการเดินทางคนเดียวและแบบกลุ่ม เพื่อเข้าใจความแตกต่างในมิติของความรู้สึกปลอดภัย ความสัมพันธ์ และการสร้างความหมาย ในเชิงการประยุกต์ใช้ ควรพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวที่เน้นการสำรวจตัวเองผ่านการขับขี่ เช่น การออกแบบเส้นทางที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชน รวมถึงสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ขับขี่ การเดินทางลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยลดความเครียด แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะทางใจอย่างยั่งยืน
</summary>
<dc:date>0028-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ความท้าทายในการสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภคในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ กรณีศึกษา ผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30745" rel="alternate"/>
<author>
<name>วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30745</id>
<updated>2026-04-16T07:23:50Z</updated>
<published>2024-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ความท้าทายในการสร้างสรรค์และพัฒนาสินค้าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภคในตลาดออฟไลน์และออนไลน์ กรณีศึกษา ผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้าง อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
วราภรณ์ มนต์ไตรเวศย์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้ คือ สถานการณ์และบริบทในการสร้างสรรค์และพัฒนาผ้าทอ กะเหรี่ยงโปว์, ความต้องการของผู้บริโภคในการซื้อหาสินค้าวัฒนธรรมและสินค้าท้องถิ่น และโอกาสและความท้าทายใน การผลิตและจําหน่ายสินค้าวัฒนธรรมในพื้นที่ออฟไลน์และออนไลน์ โดยใช้วิธีการวิจัยภาคสนามเชิงมานุษยวิทยา ซึ่ง ประกอบด้วยการวิจัยเอกสารเพื่อทําความเขัาใจบริบทของประเด็นปัญหา การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น สมาชิกกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านห้วยหินดํา ผู้บริโภคสินค้าวัฒนธรรม และนักวิชาการด้านวัฒนธรรม ตลอดจนการ สนทนากลุ่มระหว่างกลุ่มทอผ้า นักออกแบบ และผู้บริโภค รวมถึงแผนที่ความเห็นอกเห็นใจเป็นเครื่องมือทําความเข้า ประเด็นปัญหา  &#13;
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สมาชิกของกลุ่มสตรีกะเหรี่ยงทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านห้วยหินดํารู้ถึงความสําคัญ ของผ้าทอในฐานะภูมิปัญญาและความต้องการซื้อผ้าทอโปว์ของคนต่างวัฒนธรรม พวกเขาเห็นถึงการมีอยู่ของ “ต้นทุน ทางธรรมชาติ” ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ สามารถนํามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต และ “ต้นทุนทางมนุษย์” จากการที่คนรุ่น ใหม่หันกลับมาใช้ชีวิตและทํางานในท้องถิ่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องผ้าทอระหว่างผู้คนในชุมชนและระหว่างคนใน ชุมชนกับคนนอกชุมชนนํามาสู่การออกแบบและสร้างสรรค์ผ้าทอและสินค้าจากผ้าทอกะเหรี่ยงโปว์ในรูปแบบดั้งเดิมและ รูปแบบประยุกต์ ที่ตั้งอยู่บนความสมดุลระหว่างความต้องการซื้อของผู้บริโภคกับศักยภาพในการผลิตของชุมชน ข้อค้นพบชี้ให้เห็นความท้าทายของกะเหรี่ยงโปว์ด่านช้างในการมองหาโอกาสและช่องทางในการสื่อสาร/นําเสนอสินค้า วัฒนธรรมของกลุ่มฯ ที่เคลื่อนจากพื้นที่ออนไซต์สู่พื้นที่ออนไลน์ พร้อมไปกับการสื่อสารเรื่องราวที่หลากหลายของ กะเหรี่ยงโปว์สู่สังคม
</summary>
<dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>Drought Adaptation of Ban Huai Oi's Farmer in Dansai, Loei</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/28610" rel="alternate"/>
<author>
<name>นิจนันท์ ปาณะพงศ์</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/28610</id>
<updated>2024-05-16T20:06:23Z</updated>
<published>0004-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">Drought Adaptation of Ban Huai Oi's Farmer in Dansai, Loei; ชีวิตในความแล้ง: การปรับตัวของเกษตรกรบ้านห้วยอ้อย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
นิจนันท์ ปาณะพงศ์
The study of Drought Adaptation of Ban Huai Oi's Farmer in Dansai, Loei aims to 1) Study the drought management dynamics of Ban Huai Aoi community. Which is related to the economic and social context of each era. 2) study to social conditions, economic and agricultural conditions of agent farmers. And 3) Study the resilience adaptation to drought of Ban Huai Aoi’s farmers that affecting to daily life planning, Occupation and planting planning, and debt management for each household.

This qualitative research using anthropological methods by participant observation, in-depth interview and using questionnaires for interviews to find local history and ethnography with the concept of resilience adaptation. To find out how Ban Huai Aoi’s farmers adapt and resilient under drought.

This research shows that Huai Aoi’s farmers had different factors of capital and conditions in life to make them have different level of abilities managing agriculture and access water resource. So these capitals result in intensive adaptation, occasionally adapt or rarely adapt because they had conducive factors to life. Therefore the potential of resilience adaptation to drought depend on their capitals and life conditions of the farmers.; งานศึกษาเรื่อง “ชีวิตในความแล้ง: การปรับตัวของเกษตรกรบ้านห้วยอ้อย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพลวัตการจัดการภัยแล้งของชุมชนบ้านห้วยอ้อย ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละยุคสมัย 2) ศึกษาเงื่อนไขทางสังคม เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และเงื่อนไขทางเกษตรกรรมเกษตรกรครัวเรือนตัวอย่าง และ 3) ศึกษาภาวะยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อภัยแล้งของเกษตรกรรายย่อยบ้านห้วยอ้อย ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การวางแผนเพาะปลูกและการจัดการหนี้สินในแต่ละครัวเรือน

ผู้ศึกษาได้ดำเนินการศึกษาโดยใช้วิธีการทางมานุษยวิทยา ทั้งการสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก ควบคู่กับการใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ร่วมกับแนวคิดความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Resilience Adaptation) เพื่อตอบคำถามการวิจัยที่ว่า เกษตรกรบ้านห้วยอ้อยมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวหรือมีความสามารถในการฟื้นตัวภายใต้สถานการณ์ภัยแล้งอย่างไร

ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรแต่ละครัวเรือนมีปัจจัยและเงื่อนไขในชีวิตแตกต่างกัน มีความสามารถและทักษะความรู้ในการจัดการแปลงเกษตรแตกต่างกัน และสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้แตกต่างกัน ดังนั้น ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลต่อระดับความสามารถในการปรับตัว บ้างปรับตัวได้อย่างเข้มข้น เพราะมีปัจจัยที่บีบบังคับ บ้างปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือปรับตัวบ้างไม่ปรับตัวบ้าง และอีกกลุ่มคือปรับตัวน้อย เพราะมีปัจจัยและต้นทุนที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ดังนั้น พวกเขาจะมีศักยภาพการรับมือภัยแล้งที่ยืดหยุ่นหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับต้นทุนที่เป็นเงื่อนไขในชีวิตของเกษตรกรเหล่านี้
</summary>
<dc:date>0004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
