<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
<title>Theses (Master's degree) - Energy Engineering / วิทยานิพนธ์ - วิศวกรรมพลังงาน</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/1151" rel="alternate"/>
<subtitle/>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/1151</id>
<updated>2026-08-12T09:21:42Z</updated>
<dc:date>2026-08-12T09:21:42Z</dc:date>
<entry>
<title>การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนภายในเตาฟลูอิไดซ์เบดชนิดหมุนวนแบบไซโคลนแฝด</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30484" rel="alternate"/>
<author>
<name>พงษ์ศักดิ์ เหลาทอง</name>
</author>
<author>
<name>Phongsak Laowthong</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30484</id>
<updated>2026-06-02T03:03:08Z</updated>
<published>2018-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนภายในเตาฟลูอิไดซ์เบดชนิดหมุนวนแบบไซโคลนแฝด
พงษ์ศักดิ์ เหลาทอง; Phongsak Laowthong
งานวิจัยนี้ได้จัดขึ้นเพื่อศึกษาค่าการถ่ายเทความร้อนของเตาฟลูอิไดซ์เบดชนิดหมุนวนแบบไซโคลนแฝด โดยใช้เชื้อเพลิง 4 ชนิด ได้แก่ แกลบ เปลือกถั่วลิสงสับ เปลือกเมล็ดพิสตาชิโอ และเปลือกเมล็ดทานตะวัน ในการทดลองนี้ใช้ทรายซิลิกาที่มีขนาด 450-550 μm มาเป็นวัสดุเบด โดยที่เบดมีความสูง 30 cm ทำการทดลองที่อัตราการป้อนเชื้อเพลิงคงที่ 20 kg/h ปริมาณอากาศส่วนเกิน (EA) 20-80% และที่อากาศทุติยภูมิต่ออากาศรวม (S/T) 0-0.5 ตำแหน่งการวัดค่าสัมประสิทธ์การถ่ายเทความร้อนนั้นทำทั้งในแนวรัศมีและตลอดความสูงของเตาเผาที่ระดับความสูง 0.46, 0.95, 2.08 และ 2.57 m จากเหนือหัวกระจายอากาศและในแนวรัศมีของเตาเผาที่ r/R = 0, ±0.33, ±0.67 และ ±1 โดยนำเสนอค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อน 3 แบบ คือ 1) ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนในแนวรัศมี (hlocal ) 2) ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนตามตำแหน่งความสูงของเตา (hz) 3) 3) ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนเฉลี่ยตลอดทั้งเตาเผาตามสภาวะในการทลอง (have) ซึ่งใช้ทฤษฎีของวัตถุลัมป์เพื่อนำมาคำนวณค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนโดยมีทองแดงเป็นวัตถุลัมป์ (Lump) จากการทดลอง ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนในแนวรัศมี (hlocal ) ที่บริเวณกึ่งกลางเตา (r/R = 0) เป็นตำแหน่งที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนได้สูงที่สุดและจะมีค่าลดลงตามลำดับจนถึงผนังเตา ตำแหน่งความสูง Z = 0.46-0.95 m (bed zone) ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนตามตำแหน่งความสูงของเตา (hz) จะมีค่าสูงกว่าที่ตำแหน่งความสูง Z = 2.08-2.57 m (freeboard zone) เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีทรายที่ใช้เป็นวัสดุเบดหนาแน่นจึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างวัสดุเบดกับลัมป์มากยิ่งขึ้น เมื่อเพิ่มปริมาณอากาศส่วนเกินจะส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนเฉลี่ย (have) สูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มปริมาณอากาศส่วนเกินทำให้วัสดุเบดได้กระจายตัวแบบปั่นป่วนมากขึ้นส่งผลให้ความถี่ในการแลกเปลี่ยนความร้อนระหว่างอนุภาคเบดกับวัตถุลัมป์เพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มอัตราส่วนอากาศทุติยภูมิต่ออากาศรวมทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนมีคำน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะการทดลองที่ไม่ใช้อากาศทุติยภูมิ
</summary>
<dc:date>2018-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผลกระทบของการจ่ายอากาศเป็นลำดับขั้นต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้และก๊าซมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลในเตาเผาฟลูอิดไดซ์เบดชนิดไซโคลนแฝด</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30057" rel="alternate"/>
<author>
<name>สุปรีชา หัสชู</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/30057</id>
<updated>2026-06-09T04:09:45Z</updated>
<published>2018-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผลกระทบของการจ่ายอากาศเป็นลำดับขั้นต่อประสิทธิภาพการเผาไหม้และก๊าซมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลในเตาเผาฟลูอิดไดซ์เบดชนิดไซโคลนแฝด
สุปรีชา หัสชู
งานวิจัยนี้ทำการทดลองเผาไหม้ แกลบ เปลือกพิสตาชิโอ เปลือกเมล็ดทานตะวัน และเปลือกถั่วลิสงในเตาเผาฟลูอิไดช์เบดแบบคู่หมุนวนชนิดไซโคลนแฝด (TSFBC) โดยใช้ทรายชิลิกาที่มีขนาดอนุภาคอยู่ระหว่าง 0.3-0.5 มิลลิเมตร ที่ความสูงเบด 30 เซนติเมตร จากหัวกระจายอากาศแบบหมุนวนเป็นวัสดุเบดในการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทำการทดสอบทดลองที่อัตราการป้อนเชื้อเพลิงคงที่20 กิโลกรัมต่อชั่วโมง และใช้อากาศส่วนเกินจาก 20% ถึง 80% และอัตราส่วนอากาศทุติยภูมิต่ออากาศรวม (S / T) ที่ 0 0.1 0.3 และ 0.5 โดยจะวัดอุณหภูมิและความเข้มข้นของก๊าซ O2 CO และ NO ตามแนวความสูงของเตารวมถึงทำการวัดก๊าซไอเสีย เพื่อศึกษาลักษณะการเผาไหม้และก๊าซมลพิษในแต่ละสภาวะการทดลอง จากการทดลองพบว่าการฉีดอากาศทุติยภูมิมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งลักษณะการเผาไหม้และการปล่อยมลพิษซึ่งแสดงให้เห็นในอุณหภูมิและความเข้มข้นของก๊าซ O2 CO และ NO โดยมลพิษ NO ที่เกิดขึ้นจะลดลงตามการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนอากาศทุติยภูมิต่ออากาศรวม(S / T) ในขณะที่มลพิษ CO เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสภาวะการทำงานที่เหมาะสมของทุกเชื้อเพลิงชีวมวล จะอยู่ที่ EA=80% และ S/T=0.1 สำหรับแกลบ S/T=0.3 สำหรับเปลือกเมล็ดทานตะวันและเปลือกถั่วลิสง และ S/T=0.5 สำหรับเปลือกพิสตาชิโอ โดยมลพิษ CO และ NO ที่เกิดขึ้นจะไม่เกินมาตรฐานการปล่อยมลพิษทางอุตสาหกรรมของประเทศไทยและมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่ ~ 99%; The results of experimental tests conducted in a twin-cyclonic swirling fluidized-bed combustor (TSFBC) firing with rice huck, pistachio shells, sunflower shells and peanut shells are discussed in this paper. Silica sand of particle size range 0.3-0.5 mm at static bed height 30 cm from the annular spiral air distributor was used as the bed material to sustain the swirling fluidization and also supply the heat for combustion fuel. The experimental tests were conducted at a constant fuel feed rate 20 kg/h, while ranging excess air from 20% to 80% and secondary air ratio (S/T) at 0, 0.1, 1).3, and 0.5. Temperature and gas concentrations (O2, CO, and NO) were measured along the axial directions of the combustor as well as at stack in order to characterize combustion and emission performance of the combustor for the ranges of operating conditions, From the experimental results, the secondary air injection has significant effects on both combustion and emissions characteristics indicated by axial temperature, O2, CO, and NO concentration profiles. The NO emission was found to be decreased with increasing secondary to total air ratio at fixed excess air, while CO emissions significantly increased. The optimum operating condition for all biomass fuel seems to be at EA = 80% and S/T = 0.1 for rice huck, S/T = 0.3 for sunflower shells and peanut shells, S/T = 0.5 for pistachio shells, where CO and NO emissions do not exceed Thailand industrial emission limitations with combustion efficiency of ~99%.
</summary>
<dc:date>2018-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>หลังคาเขียวเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงานและความคุ้มค่าต่อการปรับปรุงหลังคาอาคารให้เป็นหลังคาเขียว ในจังหวัดนครปฐม ประเทศไทย</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/23469" rel="alternate"/>
<author>
<name>พรจรัส ลำเจียกมงคล</name>
</author>
<author>
<name>Pornjaras Lamjeakmongkol</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/23469</id>
<updated>2023-11-21T20:02:51Z</updated>
<published>2016-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">หลังคาเขียวเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงานและความคุ้มค่าต่อการปรับปรุงหลังคาอาคารให้เป็นหลังคาเขียว ในจังหวัดนครปฐม ประเทศไทย
พรจรัส ลำเจียกมงคล; Pornjaras Lamjeakmongkol
พลังงานประมาณ 63% ถูกใช้ไปในระบบปรับอากาศสำหรับอาคารสำนักงานซึ่งเป็น อาคารที่มีมากที่สุดในประเทศไทยโดยความร้อนส่วนใหญ่มาจากกรอบอาคาร หลังคานั้นเป็นส่วนหนึ่ง ของกรอบอาคารที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ตลอดทั้งวันและมากกว่ากรอบอาคารส่วนอื่นๆ วิธีการลดความร้อนเข้าสู่หลังคานั้นมีหลายวิธีและหลังคาเขียวก็เป็นหนึ่งในวิธีการลดภาระปรับอากาศ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้เพราะมีประโยชน์มากกว่าการลดความร้อน โดยงานวิจัยนี้ จะกล่าวถึงหลังคาเขียว 2 ชนิดคือ หลังคาต้นไม้และหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งใช้อาคารส านักงาน 4 ชั้น 1 แห่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐมเป็นกรณีฐาน โดยทำการจำลองพลังงาน 144 กรณีสหรับหลังคา ต้นไม้ ซึ่งทำการแปรค่า 3 ตัวแปรคือดัชนีพุ่มใบ(Leaf Area Index: LAI) ของต้นไม้(6 กรณีคือ 0.5, 1, 1.5, 2, 2.5, 5) ค่าความหนาของชั้นดิน(6 กรณี คือ 0.1m., 0.15m., 0.2m., 0.25m., 0.3m., 0.7m.) และพื้นที่ของต้นไม้บนหลังคา(4 กรณีคือ 25%, 50%, 75%, 100%) และท าการจำลอง พลังงานทั้งหมด 48 กรณีสำหรับหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ โดยทำการแปรค่า 3 ตัวแปร คือองศาใน การติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ (4 กรณีคือ 0°,10°,15°,18° โดยหันไปทางทิศใต้) ระยะห่างในการติดตั้ง (3 กรณีคือ 0m., 0.5m., 1m.) และพื้นที่ในการติดตั้ง(4 กรณีคือ 25%, 50%, 75%, 100%) ซึ่ง ติดตั้งแผงมากที่สุดในแต่ละพื้นที่ โดยจะเปรียบเทียบปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้ากับกรณีฐานซึ่งเป็น หลังคาแบบธรรมดาและเลือกกรณีที่ประหยัดพลังงานได้มากที่สุดสำหรับหลังคาแต่ละชนิดและนำมา วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน ผลจากการจำลองพลังงานพบว่า กรณีที่ดีที่สุดของหลังคาต้นไม้ซึ่งมี ค่า LAI 5, ความหนาของชั้นดิน 0.1m. และปลูกต้นไม้บนพื้นที่ทั้งหมดของหลังคา สามารถประหยัด พลังงานได้ 3.04% และกรณีที่ดีที่สุดของหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งท ามุม 10° โดยไม่เว้นช่องว่าง ระหว่างแผง และใช้พื้นที่บนหลังคาทั้งหมดในการติดตั้งนั้น สามารถประหยัดพลังงานได้ทั้งหมด 63.25% มาจากผลของการบังแดด 2.87%และมาจากการผลิตไฟฟ้าที่ผลิตได้ 60.38% ซึ่งสามารถ ผลิตพลังงานได้ 84,141.67kWh ต่อปี และเป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้สูงที่สุดด้วย สำหรับ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อการลงทุนพบว่าหลังคาเขียวของงานวิจัยไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน อย่างไรก็ ตามยังสามารถใช้ประโยชน์จากหลังคาต้นไม้ในด้านสิ่งแวดล้อม และหากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเซลล์ แสงอาทิตย์ลดลงหรือมีการรับซื้อไฟฟ้าจากหน่วยงานของรัฐก็จะทำให้หลังคาเซลล์แสงอาทิตย์นั้น คุ้มค่าในการลงทุน&#13;
	Around 63% of energy use in an office building is spent on air conditioning systems. Most of the cooling load comes from building envelope where roof contributes the most since it receives heat from the sun all day. Using green roofs is one way to reduce heat gain and building energy use that gets more attention nowadays since it also provides environmental benefits. This paper presents a study on applying 2 types of green roof (vegetation roof and PV rooftop) on a 4-story office building located in Nakhon Pathom province. The study covered 144 cases of vegetation roof and 48 cases of PV rooftop installed facing due south. For vegetation roof, leaf area index (LAI) was varied for 6 cases (0.5, 1.0, 1.5, 2.0, 2.5, 5.0); soil thickness was varied for 6 cases (0.10 m, 0.15 m, 0.20 m, 0.25 m, 0.30 m, 0.70 m); and roof coverage area was varied for 4 cases (25%, 50%, 75%, 100%.). For PV rooftop, inclination angle was varied for 4 cases (0°, 10°, 15°, 18°); distance between PV panels was varied for 3 cases (0 m, 0.5 m, 1.0 m); and roof coverage area was varied for 4 cases (25%, 50%, 75%, 100%.) with maximum number of PV modules. The results showed that the best case for vegetation roof was the case of LAI of 5.0, soil thickness of 0.10 m, and roof coverage area of 100% where the energy saving was 3.04%. The best case for PV rooftop was the case of inclination angle of 10°, 0 distance between panels, and roof coverage area of 100% where the energy saving was 63.25% in total (2.87% from shading effect and 60.38% from generated electricity.) However, all cases were not financially feasible so if building owners want to use green roofs, they should consider mainly the environmental benefits such as carbon emission reduction or green building scores. and PV rooftop will be value the investing if installed prices decreasing or supported by government.
</summary>
<dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
<entry>
<title>ผนังเขียวเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงานและความคุ้มค่าต่อการลงทุนในการเปลี่ยนผนังอาคารให้เป็นผนังเขียว</title>
<link href="https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/23461" rel="alternate"/>
<author>
<name>ณัฐธิดา นามวงศ์</name>
</author>
<author>
<name>Nattida Namvong</name>
</author>
<id>https://sure.su.ac.th/xmlui/handle/123456789/23461</id>
<updated>2023-11-21T20:02:39Z</updated>
<published>2016-01-01T00:00:00Z</published>
<summary type="text">ผนังเขียวเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงานและความคุ้มค่าต่อการลงทุนในการเปลี่ยนผนังอาคารให้เป็นผนังเขียว
ณัฐธิดา นามวงศ์; Nattida Namvong
งานวิจัยนี้ศึกษามาตรการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของกรอบอาคารโดยการใช้ผนังเขียวที่เป็นพืชพันธุ์ธรรมชาติ (Living Wall และ Green Façade ) ซึ่งได้เลือก ต้นสร้อยอินทนิลเป็นต้นไม้ที่ใช้ในกรณีศึกษา และวัสดุผนังติดฉลากเขียว 5 ประเภท คือ ยิปซัมบอร์ด 1 ยิปซัมบอร์ด 2 ฉนวนกันความร้อนหนา 2 นิ้ว อิฐมวลเบา 1 และ อิฐมวลเบา 2 โดยพิจารณาจากปริมาณค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนที่ผ่านกรอบอาคาร การใช้พลังงานไฟฟ้าที่ลดลงของอาคาร และความคุ้มค่าทางการเงิน ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้เลือกอาคารสานักงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ซึ่งมีจานวน 4 และ 12 ชั้น และมีพื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร 1,306.87 และ 6,934 ตารางเมตรตามลำดับ ตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ใช้ระบบปรับอากาศเป็นแบบรวมศูนย์และระบายความร้อนด้วยอากาศ จากผลการศึกษาพบว่าอาคารสานักงาน 1 และ 2 กรณีที่ใช้ฉนวนกันความร้อน 2 นิ้ว มีค่าสัมประสิทธิ์การนาความร้อนน้อยที่สุดอยู่ที่ 0.50 วัตต์ต่อตารางเมตร คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ 83.23 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับอาคารกรณีฐาน สำนักงาน 1 และ 2 และยังส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าลดลงมากที่สุดถึง 2.6 และ 0.1 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน 16,458 และ 8,487.21 บาทต่อปี แต่ว่าพลังงานที่ลดลงนั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอาคารกรณี ฐาน 1 และ 2 ซึ่งพิจารณาได้จากกรณีผลประหยัด (2.6 และ 0.1 เปอร์เซ็นต์) ยังอยู่ในช่วงของความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์จาก โปรแกรม EnergyPlus (2.09 ถึง 4.46 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเทียบกับกรณีฐานของอาคารสำนักงาน 1 และ 2 แต่เมื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของผนังเขียว ในอาคารสำนักงาน 1 และ 2 ของผนังเขียวทั้ง 2 กลุ่ม กลุ่มกรณีศึกษา ทั้ง2 กลุ่ม ไม่มีกรณีศึกษาใดที่มีความคุ้มค่าทางการเงินเลย ยกเว้น อิฐมวลเบา 1 เพราะใช้เงินลงทุนที่ต่ำกว่ากรณีฐานของอาคารสำนักงาน 1 และ 2 ถึง106,715.68 และ 304,807.73 บาท และ ยังให้ผลประหยัด 1.3 และ 0.003 เปอร์เซ็นต์ หรือ 7,995.91 และ 257.93 บาทต่อปี ตามลาดับ ซึ่งทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนไปโดยปริยาย &#13;
&#13;
research reports a study of saving building energy by using green walls. The first group of green walls was vegetation wall comprising 2 options: living wall and green facade. Bengal Trumpet (Thunbergia Grandiflora) was chosen for both options. The second group comprised 5 green materials: lightweight brick #1, lightweight brick #2, gypsum board #1, gypsum board #2, and 2-in fiberglass insulation. The overall heat transfer coefficient for building envelopes, energy saving amount and feasibility of options were considered. The 4 and 12-story office building located in Nakhon Pathom province with total area of 1,306.87 and 6,934 m2 were chosen to be the base case, respectively. The air conditioning system was an air-cooled chiller system. From the results, it was found that the minimum of overall heat transfer coefficient for building envelopes of the both story office building with 2 inch of fiberglass insulation were 0.50 equivalent to a percentage of overall heat transfer coefficient for building envelopes by 83.23% compared with #1 and #2 base case office buildings, respectively. Moreover it could save energy by 2.6% and 0.1% equivalent to a cost saving of 16,458 and 8,487.21 Baht/y. However, the energy saving amount for every case was not significantly difference with #1 and #2 base case office buildings. It was found that the energy saving results (2.6% and 0.1%) were shown in the error range of EnergyPlus program compared with #1 and #2 base case office buildings, respectively. The feasibility for options of green walls was investigated. It was found that every case was not financially feasible. Only the case of using lightweight brick #1 and #2 were financially feasible because the initial cost was less than that of the base case by 106,715.68 and 231,578 Baht, respectively while it also provided energy and cost savings of 1.3 and 0.0037% and 7,995.91 and 257.93 Baht/y, respectively. It is worth investment due to cost savings.
</summary>
<dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</entry>
</feed>
